
หนึ่งนัด ล้านชีวิต
ช่วงต้นเดือน ก.ย. เป็นช่วงเวลาสุดท้ายการรำลึก 70 ปี ของการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2
โดย...กรกิจ ดิษฐาน
ช่วงต้นเดือน ก.ย. เป็นช่วงเวลาสุดท้ายการรำลึก 70 ปี ของการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งปิดฉากด้วยการสวนสนามของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยก่อนหน้านั้นตลอดทั้งปี จีนมีกิจกรรมรำลึกมหาสงครามตลอดทั้งปี ทั้งกิจกรรมด้านประวัติศาสตร์ ด้านการเมือง และการทหาร
การสวนสนามคราวนี้จีนเผยโฉมอาวุธใหม่ๆ หลายตัว เพื่อแสดงแสนยานุภาพในช่วงเวลาที่จีนกับญี่ปุ่นยังไม่เลิกเผชิญหน้ากันทั้งที่ผ่านมาแล้วถึง 70 ปี แถมยังมีชนวนระเบิดลูกใหม่ที่ทะเลจีนใต้อีก
การแสดงแสนยานุภาพไม่ใช่เรื่องแปลก มิหนำซ้ำยังเป็นไฟต์บังคับสำหรับประเทศที่มีกรณีพิพาท แต่มันช่างยอกย้อนเสียเหลือเกิน ที่การฉลองจุดจบของมหาสงครามในอดีต กลับเป็นการแสดงจุดยืนสนับสนุนสงครามในอนาคต
แน่ล่ะ ไม่เฉพาะแต่จีนเท่านั้น สหรัฐ รัสเซีย ก็สนุกสนานยังกับการสะสมอาวุธ หรือแม้แต่ญี่ปุ่นที่กระเหี้ยนกระหือรือกับการสร้างกองทัพของตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง
มีคำกล่าวว่า “กระสุนหนึ่งนัดมีค่าเท่ากับหนึ่งชีวิต”คำกล่าวนี้เป็นอุปมาชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิต แต่หากจะเปรียบในเชิงวัตถุต่อวัตถุแล้ว อาวุธสังหารมีค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลกว่านั้น ดังคำกล่าวของ ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ ผู้บัญชาการในสมรภูมิสงครามโลก และประธานาธิบดีสหรัฐ ว่า
“... ปืนทุกกระบอก เรือรบทุกลำ จรวดทุกลูกที่ยิงไป ท้ายที่สุดแล้ว สะท้อนถึงการฉกฉวยมาจากผู้โหยหิวและท้องไม่อิ่ม ผู้คนที่เหน็บหนาวและไร้เครื่องนุ่งห่ม โลกที่แข่งขันกันด้วยอาวุธไม่เพียงแค่ทำให้เงินทองต้องสิ้นเปลืองไปเท่านั้น แต่ยังรีดไถมาจากหยาดเหงื่อของแรงงานที่ทำการผลิต ภูมิปัญญาของนักวิทยาศาสตร์ และความหวังของเด็กๆ ต้นทุนของเครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่นใหม่มีค่าเท่ากับสิ่งต่อไปนี้ เท่ากับอาคารเรียนทันสมัยสำหรับเมือง 30 แห่ง เท่ากับโรงงานผลิตไฟฟ้าที่สามารถรองรับประชากรได้ 6 หมื่นคน เท่ากับโรงพยาบาลชั้นเยี่ยมอุปกรณ์ครบครัน 2 แห่ง เท่ากับถนนคอนกรีตยาว 80 กิโลเมตร เงินที่เราจ่ายไปสำหรับเครื่องบินขับไล่เพียงลำเดียว มีค่าเท่ากับข้าวสาลี 12 ล้านกิโลกรัม เรือพิฆาตเพียงลำเดียวมีค่าเท่ากับที่อยู่อาศัยสำหรับ 8,000 ชีวิต ...”
ไอเซนฮาวร์ กล่าวสุนทรพจน์อันเป็นอมตะ Chance for Peace speech (โอกาสเพื่อสันติ) ที่ American Society of Newspaper Editors เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 1953 หลังการเสียชีวิตของ สตาลิน เพื่อเตือนถึงภัยจากการก่อสงครามเพื่อสนองตัณหาของผู้มีอำนาจและคนในธุรกิจอาวุธ และเพื่อแย้มท่าทีให้ผู้นำใหม่ของโซเวียตหันมาพูดคุยกัน แทนที่จะเผชิญหน้าด้วยการสะสมอาวุธ แน่นอนว่า ข้อเสนอนี้ไม่สำเร็จ เพราะหลังจากนั้น สงครามเย็นกลับทวีความรุนแรงขึ้น และยืดเยื้อ ลุกลามไปทั่วโลก
สุนทรพจน์ของ ไอเซนฮาวร์ ยังเป็นการเสนอหลักการ Guns versus butter (ปืนกับเนย) เป็นโมเดลทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อให้รัฐพิจารณาว่า ควรจะทุ่มงบประมาณด้านกลาโหมเพื่อความมั่นคงทางการทหาร หรือควรจะทุ่มงบประมาณเพื่อปากท้องของประชาชน ซึ่งก็คือความมั่นคงด้านอาหารและสวัสดิการชีวิต
สุนทรพจน์ของ ไอเซนฮาวร์ กล่าวไว้เมื่อกว่า 60 ปีที่แล้ว มาวันนี้ ราคาค่างวดของอาวุธสงครามพุ่งสูงขึ้นมากมายมหาศาล เงินเฟ้อยังสูงลิ่ว จากตัวเลขล่าสุดของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เครื่องบินขับไล่ F-35A มีมูลค่า 157 ล้านดอลลาร์ สูงกว่างบประมาณสร้างโรงเรียนดีๆ ถึง 10 แห่ง ซึ่งจะใช้งบประมาณ 148 ล้านดอลลาร์
แต่มูลค่าขายของ F-35A ยังไม่รวมต้นทุนการวิจัยและพัฒนาที่สูงถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์







