
เรื่อง(ไม่)น่าเห็นใจ
ไม่ผ่านก็ร่างใหม่ไปเรื่อยๆ ให้นักกินเมืองพวกนี้ตายไปให้หมด แล้าเราค่อยมาเลือกตั้งกัน
โดย...อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์
“ไม่ผ่านก็ร่างใหม่ไปเรื่อยๆ ให้นักกินเมืองพวกนี้ตายไปให้หมด แล้าเราค่อยมาเลือกตั้งกัน หากพวกนี้ยังไม่ตาย เดี๋ยวมันก็กลับมาอีก” เพื่อนเก่าคนหนึ่งเปรยขึ้นมา หลังดูข่าวสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ
อันที่จริงมีหลายประเด็นที่ผมอยากโต้แย้ง และเปลี่ยนทัศนคติทางสังคมและการเมืองกับเพื่อน เพียงแต่เกิดคำถามบางอย่างขึ้นในใจ ทำให้ผมนิ่งเงียบ ไม่แสดงการโต้แย้ง แต่ครุ่นคิดกับคำถามที่เกิดขึ้นว่า ผมได้ยินคำกล่าวหา โกงบ้าน กินเมือง เช่นนี้มาตราบเท่าชั่วอายุ ช่วงเวลากว่า 40 ปี ที่ผ่านมา ไม่ทำให้การโกงบ้าน กินเมือง ที่ได้ยินได้ฟังมาแต่เด็กหมดสิ้นไปอีกหรือ
อันที่จริงที่เพื่อนว่ามันก็ถูก วิกฤตการเมืองที่นำมาซึ่งการล้มกระดาน เปลี่ยนผู้ใช้อำนาจจากนักการเมืองที่ผ่านระบบการเลือกตั้งมาเป็นกลุ่มทหารที่ทำรัฐประหารก็มีสาเหตุมาจากการเมืองที่ฉ้อฉล
หรือนักโกงบ้าน กินเมือง รุ่นเก่าล้มหาย ตายจากไป ก็เกิดนักโกงบ้าน กินเมืองรุ่นใหม่ขึ้นมาแทน ซึ่งมันก็คนในช่วงวัย คนในเจเนอเรชั่นเดียวกับผมนี่แหละ
หรือสิ่งที่เราได้ยินและรับรู้มาอย่างรู้สึกรังเกียจมานมนาน ไม่มีผลต่อมโนธรรม ค่านิยม ที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมนี้เลย
สังคมไทยในปัจจุบัน ระดับการศึกษา ฐานะทางเศรษฐกิจ พัฒนาขึ้นมาก คนในเจเนอเรชั่นเดียวกันกับผมก็เป็นผลพวงจากการพัฒนานี้
เช่นนั้นแล้ว สังคมไทยรู้สึกอย่างไรกับการทุจริต คอร์รัปชั่น พฤติการณ์ที่เราเรียกว่า กินบ้าน โกงเมือง
หลายปีก่อนเคยมีผลสำรวจความเห็นประชาชนเกี่ยวกับการทุจริต ซึ่งกลุ่มตัวอย่างจำนวนไม่น้อยสะท้อนความเห็นว่า ทุกรัฐบาลล้วนมีการทุจริต แต่ถ้าทุจริตแล้วทำให้ประเทศชาติเจริญ เศรษฐกิจดี ประชาชนอยู่ดีกินดี ก็ยอมรับได้
หรือระดับการศึกษาที่สูงขึ้น การพัฒนาเศรษฐกิจที่ขยายตัวมากขึ้น มันสวนทางกับคุณธรรมพื้นฐานของสังคมนี้ ถ้าเป็นเช่นนี้ร่างรัฐธรรมนูญกันอย่างไร ใช้เวลาแค่ไหน ต้องเปลี่ยนแปลงคนที่จะเข้ามาสู่อำนาจอีกกี่เจเนอเรชั่น มันก็ไม่ใช่คำตอบว่า นักกินบ้าน โกงเมืองมันจะหมดไป เพราะปัญหามันไม่ได้อยู่ที่การสร้างกติกามาควบคุม แต่มันอยู่ที่มโนธรรมในใจคนว่ารู้สึกอย่างไรกับข้อห้ามในกติกา หรือเรียนรู้ศึกษากติกา เพื่อหาช่องโหว่ที่จะสร้างโอกาส สร้างความได้เปรียบและหาประโยชน์จากช่องโหว่ของกติกา
น่าเสียดายที่เนื้อหาสาระของการปฏิรูปสังคม ปฏิรูปประเทศ นั้นแทบไม่มีการพูดถึงกันเลย
ว่าไปแล้วกระบวนการปฏิรูปแบบทางการนั้น เอาเข้าจริงก็อาจไม่มีน้ำยาที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง เอาเข้าจริง การเผยแพร่ การแชร์เรื่องราวการทำผิดมารยาททางสังคมในโลกออนไลน์น่าจะเป็นความหวังได้มากกว่าด้วยซ้ำ อย่างน้อยๆ เราได้เห็นสถานที่สาธารณะต่างๆ เอาจริงเอาจังกับการสงวนที่จอดรถสำหรับผู้พิการ และการแย่งจอดรถในช่องจอดเฉพาะผู้พิการก็แทบจะไม่มีให้เห็นอีกแล้ว เหล่ามนุษย์ป้าที่ชอบทำเนียนแทรกคิวก็ลดน้อยลงไป
บางทีความผิดพลาดอาจไม่ได้มาจากความตั้งใจ จงใจ แต่อาจเกิดจากความเคยชิน รวมทั้งการคิดเอาเองว่าเรามีภาระหนักหนาสาหัสที่สมควรได้รับความเห็นใจและสมควรได้รับสิทธิพิเศษละเว้นการบังคับใช้กติกาบางข้อบางอย่างกับเรา
ร้านค้าริมถนน ทางสาธารณะ นำแผงกั้นซึ่งมีข้อความ “ที่จอดรถเฉพาะลูกค้า” มาวางหน้าร้าน
ผู้โดยสารที่เร่งรีบมาสนามบินในช่วงเวลาที่รถติดแน่นขนัด คิดว่าสายการบินสมควรยืดเวลาเช็กอิน
ความเร่งรีบที่ทำให้ผู้ใช้รถขับบนไหล่ทาง ซึ่งสมควรสงวนไว้สำหรับกรณีฉุกเฉิน
คุณแม่ที่ป้อนอาหารให้ลูกบนรถไฟฟ้า ที่มีข้อห้ามผู้โดยสารนำอาหารและเครื่องดื่มขึ้นมาในรถ เพราะไม่อยากให้ลูกหิว กินอาหารผิดเวลา
เด็กๆ วิ่งเล่นซุกซนในร้านอาหาร ขณะที่พ่อแม่นั่งกินข้าวกันโดยไม่ตักเตือนห้ามปราม เพราะคิดว่าธรรมชาติของเด็ก ต้องเล่น ต้องซน และเด็กซนคือเด็กฉลาด
เราอาจลืมนึกถึงกติกา มารยาท ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้ทุกๆ คนอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข
บางทีการปฏิรูปสังคม ปฏิรูปประเทศ ก็ต้องทำคนได้สติ กลับมาคิดถึงการที่จะไม่ละเมิดสิทธิของคนอื่น ความจำเป็นที่ก่อภาระก็ต้องจัดการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง แต่หากมีผู้แสดงน้ำใจเข้ามาช่วยเหลือแก้ปัญหา ก็เป็นสิ่งที่ต้องเชิดชู ชมเชย
น่าจะลองให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปเข้ามาแสดงความเห็น กรณีแชร์ประจานพฤติกรรมแย่ๆ ที่พบเห็นกันในสังคม อาจทำให้ผู้คนหันมาฉุกคิด ทบทวนตัวเองกันมากขึ้น จากเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ขยายไปจนถึงการประจานพฤติกรรมทุจริต คอร์รัปชั่น อาจจะสร้างความหวังให้การปฏิรูปได้บ้าง
ผมว่างั้นนะ ... ^_^







