posttoday
เทพรัตนแห่งแผ่นดิน (13)

เทพรัตนแห่งแผ่นดิน (13)

13 กันยายน 2558

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพระราชกรณียกิจ

โดย...วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพระราชกรณียกิจ ตั้งแต่ท้องฟ้าถึงทะเล ส่วนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงประกอบพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวกับประชาชน โดยทรงดูแลประชาชนตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาไปจนถึงเชิงตะกอน...” นั้นเป็นความจริงที่แน่นอนและเป็นที่ประจักษ์แจ้ง แก่มวลพสกนิกรไทยทั่วประเทศ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้ตามเสด็จพระราชดำเนินพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไปทรงเยี่ยมเยียนและประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อช่วยเหลือและพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทำให้ทรงทราบปัญหาต่างๆ ตลอดจนทรงซึมซับและเรียนรู้หลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

พระองค์จึงทรงใฝ่พระราชหฤทัยในการทรงงานต่างๆ เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้อยู่ดีีกินดี และเพื่อทรงแบ่งเบาพระราชกรณียกิจ โดยพระวิริยอุตสาหะในการทรงปฏิบัติพระราชภารกิจอันเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและราษฎรอย่างไม่ทรงรู้สึกเหน็ดเหนื่อยหรือย่อท้อแต่ประการใด ด้วยทรงตั้งปณิธานเดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ในการทรงงานพัฒนาประเทศตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงให้ความสำคัญและตรัสเสมอว่า “คน” เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการพัฒนา

เทพรัตนแห่งแผ่นดิน (13)

 

โดยทรงยึดหลักการดำเนินงานซึ่งได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่มุ่งให้เกิดประโยชน์ส่วนรวมและประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในถิ่นทุรกันดารให้พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เจริญพระชันษา พระองค์จึงทรงเริ่มทรงงานพัฒนาได้เร็วมาก ได้ตามรอยเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ด้วยพระวิริยอุตสาหะทรงมุมานะและทรงอดทนเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์จวบจนที่ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา โดยทรงริเริ่มโครงการรับผิดชอบของพระองค์เองอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปี 2523 หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจารึกภาษาตะวันออก จากมหาวิทยาลัยศิลปากร และกำลังทรงศึกษาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต วิชาบาลี-สันสกฤต ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน โดยเริ่มในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนใน จ.ราชบุรี กาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์ และได้ขยายออกไปยัง 44 จังหวัดในพื้นที่ทุรกันดาร โครงการในพระราชดำริในระยะต่อมา พระองค์ทรงมุ่งเน้นทางด้านการศึกษามากขึ้น ตลอดจนความประพฤติและคุณงามความดีของบุคคล โดยพระองค์ทรงตั้งพระทัยให้ประชาชนทุกระดับชั้นสามารถได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนควรได้รับจากรัฐและได้ทรงยึดหลักการทำงานตามรอยเบื้องพระยุคลบาทในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ คือ

เทพรัตนแห่งแผ่นดิน (13) ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

 

1.การพึ่งพาตนเอง โดยเน้นให้ทุกคนได้ช่วยเหลือตนเองก่อนเป็นอันดับแรก เช่น การให้เมล็ดพันธุ์พืชผัก พันธุ์สัตว์ เพื่อผลิตอาหารไว้บริโภคเอง แทนที่จะให้อาหารโดยตรง สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ต่อไป เป็นต้น

2.การมีส่วนร่วม เน้นให้ผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์จากการทำโครงการได้มีส่วนในการช่วยคิดช่วยทำ อาทิ การที่ผู้ปกครองและเด็กต้องร่วมกันวางแผนและทำการผลิตทางการเกษตร จัดเวรในการประกอบอาหารกลางวัน ซึ่งมีผลทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีความรู้สึกเป็นเจ้าของได้เรียนรู้และเข้าใจในกิจกรรมที่ทำอยู่

3.การพัฒนาแบบองค์รวมโดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ โดยเน้นการพัฒนาในทุกๆ ด้านไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้กลุ่มเป้าหมายจะต้องได้รับความรู้จากกิจกรรมที่ทำ และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตต่อไปได้ อาทิ โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหาร มีการดำเนินกิจกรรมให้ความรู้ด้านเกษตรกรรมและกลุ่มเป้าหมายได้ปฏิบัติจริงทั้งการปลูกและประกอบอาหาร

4.การพัฒนาระบบประสานงานความร่วมมือจากทุกส่วน ในการช่วยเหลือจากภาครัฐบาลและภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ มีการจัดทำแผนงานหลักของโครงการทุกๆ ระยะ 5 ปี เพื่อให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องได้ใช้เป็นแนวทางทำให้งานต่างๆ มีความก้าวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

5.การพัฒนาผู้ปฏิบัติงานให้มีความรู้และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน โดยมีการอบรมการประชุมสัมมนา การศึกษาดูงาน เพื่อให้ความรู้และเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้ปฏิบัติงานโครงการเป็นประจำ รวมทั้งมีการประเมินและรายงานผลการดำเนินงานเป็นระยะ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานทราบถึงความก้าวหน้าของโครงการ และสามารถนำไปปรับปรุงการดำเนินงานได้

6.การยึดหลักการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น กิจกรรมการพัฒนาต่างๆ จะต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนำภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้...”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท