
เตรียมรับสังคมสูงวัย ท้องถิ่นเปิดศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ
สัดส่วนของประชากร ผู้สูงอายุในประเทศไทยค่อนข้างสูง และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น อีกไม่ช้าประเทศไทยจะเข้าสู่
โดย...อัสวิน ภักฆวรรณ
สัดส่วนของประชากร ผู้สูงอายุในประเทศไทยค่อนข้างสูง และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น อีกไม่ช้าประเทศไทยจะเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ สำหรับสังคมเมืองที่ล้นหลามด้วยผู้คนหลากหลายวัย อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่สำหรับสังคมชนบทที่คนในวัยหนุ่มสาวทิ้งถิ่นฐานเข้าไปทำงานในเมือง คงเหลือแต่ผู้สูงวัยนั้น การจัดการเพื่อดูแลผู้สูงวัย
เหล่านี้ คือสิ่งที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ กำลังให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการจัดตั้งศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ
เทศบาลตำบลแม่ขรี อ.ตะโหมด จ.พัทลุง ซึ่งกำลังขยายตัวเป็นศูนย์ กลางเศรษฐกิจ เชื่อมต่อพัทลุง หาดใหญ่ และนครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่หนึ่งซึ่งกำลังเร่งเตรียมการรองรับสังคมผู้สูงวัย
สมศักดิ์ ทับธนะ นายกเทศ มนตรีเทศบาลตำบลแม่ขรี เล่าถึงการจัดตั้ง “โครงการบ้านกลางผู้สูงอายุ” ว่า ในเขตเทศบาลตำบล แม่ขรี มีประชากรกว่า 6,000 คน ขณะนี้มีผู้สูงอายุประมาณ 610 คน หรือคิดเป็น 10% และแต่ละปีมี ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 60 คน หรือ 1% จากประชากรวัยทำงาน ที่เกษียณ จึงเสนอโครงการบ้านกลางผู้สูงอายุไปยังกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น สร้างบ้านกลางให้กับผู้สูงอายุ โดยไว้รองรับหาก พบว่าจะมีผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง เพื่อนำมาเลี้ยงดูแลที่บ้านกลางแห่งนี้ โดยจะมีอาสาดูแลผู้สูงอายุ (อผส.) เป็นผู้ช่วยดูแล ขณะที่เทศบาลได้จ่ายเบี้ยผู้สูงอายุให้กับผู้สูงอายุเป็นประจำทุกคนทุกเดือน
“แม้ขณะนี้ยังไม่ปรากฏว่ามี ผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งแต่อย่างใด แต่ก็ต้องเตรียมการไว้รองรับกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยกิจกรรมของโครงการบ้านกลางผู้สูงอายุในขณะนี้ คือ การรวมกลุ่ม ประชุม อบรม นำเที่ยวทัศนศึกษาดูงาน ที่ผ่านมาดูงานที่ จ.ตรัง นครศรีธรรมราช และมีการทำบุญเข้าวัดในวัดพระ เป็นต้น และมีกิจกรรมการออกกำลังกาย” นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลแม่ขรี กล่าว
คุณลุงสะหนี ศรีสมพงศ์ ชาวบ้านด่านโลด ต.แม่ขรี ในวัย 74 ปี บอกว่า โดยภาพรวมผู้สูงอายุใน เขตรอบนอก มักจะไม่ยอมอยู่นิ่ง แต่ชอบทำงาน ปลูกพืชผัก เลี้ยงไก่ แพะ วัว ตัดหญ้า ทำสวนยาง สวนผลไม้ ทำกรงนก ประมงพื้นบ้าน ทำไซจับปลา ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่
“ในพื้นที่ จ.พัทลุง ยังมีการ ส่งเสริมผู้สูงอายุเลี้ยงผึ้งโพรงไทย ที่มีราคาดีถึงขวดละ 500 บาท ขณะนี้เลี้ยงกันแทบทุกครัวเรือน ผู้สูงวัยในชนบทมักมีความเชี่ยวชาญด้านภาคเกษตร ยังมีกิจกรรมให้ทำได้ ลูกหลานก็ยังอยู่ด้วยกัน ดูแลกัน ไม่ทอดทิ้งให้ลำบาก แต่ก็มีผู้สูงอายุอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งลูกเข้าไปทำงานในเมือง ก็ต้องช่วยดูแลหลาน”
สะหนี กล่าวอีกว่า ขอยกย่องว่ารัฐบาลช่วยสนับสนุนดูแลผู้สูงอายุที่ดีมาก ในปัจจุบันนี้มีทั้งเงินเลี้ยงชีพที่รายได้ 600, 700, 800 และ 1,000 บาท/เดือน อีกทั้งค่ารักษาพยาบาล พร้อมทั้งยังมีสถานสงเคราะห์ด้วย ดังนั้นครัวเรือนต้องช่วยดูแลครัวเรือนตนเองด้วย
ด้าน วินัย บัวประดิษฐ์ ผวจ.พัทลุง ซึ่งสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ ใน จ.พัทลุง จัดกิจกรรมและดำเนินโครงการเตรียมรองรับผู้สูงอายุ บอกว่า การจัดตั้งศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพแก่ผู้สูงอายุในระดับตำบล เป็นมาตรการที่ดีที่ทำให้ผู้สูงอายุในชุมชนได้เข้ามามีบทบาทในทางสังคม และช่วยเหลือในการสร้างสังคมที่ดี ต่อไป
“ศูนย์ผู้สูงอายุต้องอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีความสะดวกด้านสถานที่ ระบบสาธารณูปโภค และการเข้าถึงของประชาชนกลุ่มต่างๆ ทั้งผู้สูงอายุ คนในครอบครัว ลูกหลาน ที่จะมาทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น ออกกำลังกาย ตรวจสุขภาพ กิจกรรมกลุ่มอาชีพ จะทำให้ผู้สูงอายุในหมู่บ้านมีพื้นที่ทางสังคม พบปะกับกลุ่มเพื่อนวัยเดียวกัน ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ ถ่ายทอดภูมิปัญญา และอบรมสั่งสอน เป็นแบบอย่างแก่ลูกหลานรุ่นต่อๆ ไป”
ผวจ.พัทลุง กล่าวอีกว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุค่อนข้างสูง รัฐบาลได้มีการวางแผนรองรับสถานการณ์ไว้แล้วในระดับหนึ่ง เพื่อรักษาความสมดุลระหว่างผู้สูงอายุกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้น โดยยึดหลักให้ผู้สูงอายุเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของชาติที่มีศักยภาพ มีความรู้ และประสบการณ์ ที่จะช่วยพัฒนาประเทศชาติต่อไป ซึ่งในการจัดตั้งศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพแก่ผู้สูงอายุในระดับตำบล เป็นมาตรการที่ดีที่ทำให้ผู้สูงอายุในชุมชนได้เข้ามามีบทบาทในทางสังคม และช่วยเหลือในการสร้างสังคมที่ดีต่อไป







