
วันหนึ่งก็หลุดจากตำแหน่ง แต่สิ่งที่ทำเป็นผลงานติดตัวจนตาย
สารพัดปัญหาสังคมที่สะสมกลายเป็นเงื่อนปมทางสังคมล้วนยากจะแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเด็กแว้น
สารพัดปัญหาสังคมที่สะสมกลายเป็นเงื่อนปมทางสังคมล้วนยากจะแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเด็กแว้น การทุจริตคอร์รัปชั่น ยาเสพติด สถานบริการผิดกฎหมาย และความเหลื่อมล้ำทางสังคม
ทั้งหมดล้วนบั่นทอนทางความเจริญของประเทศแทบทั้งสิ้น แต่ปัญหาเหล่านั้นกำลังค่อยๆ คลี่คลายลง ปมปัญหาถูกแกะออกทีละเปลาะๆ ภายในช่วงระยะเพียง 1 ปี โดย พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา บนเก้าอี้ รมว.ยุติธรรม ที่ได้ส่งเสริมให้มีการบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้สังคมเกิดความสงบเรียบร้อยอย่างโดดเด่นและสัมฤทธิผลประจักษ์ต่อสังคม
ตลอดเวลาแห่งการปฏิรูปประเทศ 1 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ไพบูลย์ มั่นใจว่า ผลงานที่เป็นรูปธรรมชัดเจนคือ การแก้ปัญหาการทุจริต ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ แรกเริ่มก็สร้างความหนักใจให้รัฐบาล เพราะเครื่องมือการทำงานไม่สอดรับเท่าที่ควร อีกทั้งองค์กรที่ทุจริตไม่ได้อยู่ใต้อาณัติรัฐบาลอย่างองค์กรอิสระ ขณะที่รัฐบาลก็ต้องเผชิญกับนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ ฝ่ายบริหาร ดังนั้นเรื่องทุจริต ต้องอาศัยกระบวนการยุติธรรมเป็นคนตัดสิน
“วันนี้เราเดินมาถูกทางแล้ว มีคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ขึ้นมารองรับการทำงาน สามารถเห็นผลการดำเนินงานได้จากเสียงสะท้อนของประชาชน เราเห็นความพึงพอใจของประชาชน ที่มันเพิ่มขึ้นมา แต่ผมไม่ได้ดูว่าผมย้ายราชการกี่คน นั่นมันไม่ใช่คำตอบ
...กรรมการชุดนี้มีทั้งคนจาก คสช. รัฐบาล ภาคเอกชน และนักวิชาการเข้ามาร่วมด้วย ตรงนี้เป็นจุดที่แสดงความตั้งใจโปร่งใส และเราก็แก้กฎหมายหลายตัว เช่น กฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง การทำข้อตกลงต่างๆ และรณรงค์อย่างชัดเจน ส่วนการจะย้ายข้าราชการอีกหรือไม่นั้น ผมไม่เคยกำหนด เพราะให้เป็นหน้าที่ขององค์กรอิสระ คตช. ป.ป.ช. สตง. ผมไม่ได้ไปแตะเขาเรื่องพวกนี้ เขาเสนอผมก็พร้อมที่จะพิจารณารับทราบ ผมไม่ได้กำหนดเวลา”
การโยกย้ายข้าราชการที่ทุจริตซึ่งดูเหมือนจะไม่มาก เมื่อเทียบกับความรู้สึกของสังคมที่เชื่อว่าการทุจริตจะมีมากกว่านี้ พล.อ.ไพบูลย์ ยอมรับ ยังน้อยไปจริงๆ แต่การทำอะไรต้องรอบคอบ เพราะการประกาศรายชื่อข้าราชการแต่ละครั้งมักแย้งกับความรู้สึก ซึ่งไม่ใช่เรื่องทำแล้วมันจบ เพียงแต่เตือนให้เห็นว่าเราเอาจริง เพราะเราทำเรื่องอื่นควบคู่กันไปด้วย
อีกเรื่องที่ รมว.ยุติธรรม เชื่อมั่นว่า มีผลงานคืบหน้าไปมากคือ การแก้ไขปัญหายาเสพติด
“วันนี้ผมยืนยันว่ายาเสพติดเข้ามาในประเทศไทยน้อย ผมไม่ได้ประเมินเองนะ หน่วยงานยาเสพติดสหรัฐเขาประเมินมา จากการจับยาเสพติดในประเทศเมียนมา ประเทศลาว สถิติเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าตัว ลาวสถิติเพิ่มขึ้น ส่วนเมียนมาจากหลักสิบเป็นหลักร้อย
...เรื่องยาเสพติดเวลาคุยกับประชาชนมันยาก เพราะไม่สามารถที่จะเอายาเสพติดออกไปได้อย่างหมดจด ความรู้สึกของคนในหมู่บ้านคือ ไม่ต้องการเห็นยาเสพติดแม้แต่เม็ดเดียว แต่ความรู้สึกชาวบ้านเขารับรู้ไหม ในเมื่อยังเห็นคนเสพยากันอยู่ เห็นคนค้ายาเสพติด แม้ที่ผ่านมาเรายึดทรัพย์ไปมหาศาล อย่างปีที่ผ่านมายึดไปกว่าร้อยล้านบาท”
สำหรับปัญหาเด็กแว้น รมว.ยุติธรรม ยอมรับว่า จริงๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่งานของกระทรวงยุติธรรมโดยตรง แต่นายกรัฐมนตรีบอกว่า น่าจะใช้กฎหมายนำกฎสังคม กฎเกณฑ์ สร้างวินัย สถานที่ไหนไม่มีวินัย ไม่มีกฎเกณฑ์ ทุกอย่างจึงมุ่งมาที่ผม นายกฯ จึงมอบหมายให้ ในฐานะที่เป็นหัวหน้าฝ่ายกฎหมาย ซึ่งมันต้องปรับปรุงกฎหมายในส่วนที่ยังขาดๆ เกินๆ
“ผมเชื่อว่ามีมันไม่มีอะไรที่ 100% แต่ว่ามันลดลง เราจะเห็นว่าเมื่อมีการยึด ริบ ผู้ปกครองต้องเข้ามารับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่คุณผลิตบุคลากรออกมาสู่สังคมแล้วคุณจะไม่รับผิดชอบ มันมีกฎหมายอยู่แล้ว แต่เราออกให้มันเข้มงวดมากขึ้น คุณมีขั้นตอนการเข้ามารับผิดชอบ การทำทัณฑ์บนขั้นที่ 2 ที่ 3 พ่อแม่ ทั้งจำทั้งปรับมันจะมีความเข้มข้น”
ส่วนเรื่องการจำหน่ายสุราผิดกฎหมาย พล.อ.ไพบูลย์ แจกแจงว่า ถ้าใช้คำสั่งของ คสช.ต้องจริงจัง เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบด้วย เพราะกฎหมายเรื่องสุรา การเที่ยวเตร่ สถานบริการ เป็นกฎหมายเดิมที่มีอยู่แล้ว ฉะนั้นประกาศที่ 22/2558 ของ คสช. จึงต้องเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ด้วย ที่ผ่านมาดำเนินการไปแล้วกว่า 30 ราย ทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด โดยภาพรวมในการแก้ปัญหานี้ ก็ให้ความร่วมมือ ตำรวจร่วมกันลงมาดูแล กำชับในการตรวจตรา เราต้องการให้สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องถาวร
การล้างคุก จัดระเบียบเรือนจำต่างๆ พล.อ.ไพบูลย์ ระบุว่า ที่ผ่านได้เน้นพิเศษเพื่อแก้ปัญหาการสั่งยาเสพติดผ่านเรือนจำ ซึ่งก็ลดลงชัดเจน ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่และผู้บัญชาการเรือนจำ จะมีบางส่วนที่ยังพยายามหาช่องว่างใช้พฤติกรรมค้ายาเสพติดผ่านเรือนจำ แต่ก็น้อยมาก
สำหรับปัญหาของราชทัณฑ์ ยังห่วงว่าเราจะปรับอุปนิสัยได้อย่างไร ทั้งการดูแลเรื่องสิทธิ อาหารการกิน การเยี่ยม อนามัย เรื่องวินัย สร้างวินัยให้ผู้คุม สร้างวินัยให้นักโทษ จึงเปิดอบรม เอาวิทยากรจากที่อื่นมาเข้ามาปลูกฝังทัศนคติ กลัวอย่างเดียวว่าเขาจะกลับไปซึมซับสิ่งไม่ดี
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการพักโทษ ลงโทษ การปรับนิสัยได้ชัดเจน โดยจะทำคุกเปิดหรือเรือนจำเปิด คือคนที่ดีที่สามารถออกไปสู่สังคมได้ บางคนกำหนดโทษ 10 ปี อยู่ 3-4 ปี พฤติกรรมคนเปลี่ยนได้ก็ไปทดสอบอยู่ในคุกเปิดได้
พล.อ.ไพบูลย์ อธิบายลักษณะเรือนจำเปิดว่า “มีโรงเรือนฝึกอาชีพ สอนให้เขาอยู่ร่วมในสังคมให้ได้ มีวิทยาการ นักจิตวิทยามา ได้ของบประมาณไป 1,400 ล้านบาท ที่จะสร้างเรือนจำเปิด เมื่อก่อนเราไปรวมกันในคุกมันเต็ม มันล้น แสนกว่าก็กลายเป็นสามแสน เราเอากลุ่มๆ นี้มาบำบัดด้วยแล้วมาปรับเปลี่ยนอุปนิสัย พร้อมที่จะไปสู่สังคม”
นอกจากนี้ ยังพยายามผลักดันสร้าง พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม ถือเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งเรื่องการเยียวยา ความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรมเท่าเทียมกัน เพราะกองทุนยุติธรรมเป็นนโยบายของรัฐบาล
“ท่านคิดว่าอะไรที่มันล้างได้ภายในแป๊บเดียว ล้างจิตใจคนได้ในแป๊บเดียว ทุจริตเหรอ ยาเสพติดเหรอ คนในราชทัณฑ์มันจะล้างได้หมดไหมภายในวันเดียว เด็ก สังคม ผู้ประกอบการ เราก็ต้องทำ แต่ผมก็มั่นใจว่าสถิติที่เคยจับโทรศัพท์ได้ในเรือนจำมันลดลงแทบจะไม่มี” พล.อ.ไพบูลย์ สรุป
แต่ละเรื่องที่ถาโถมเข้ามาอยู่ในมือของ พล.อ.ไพบูลย์ ล้วนมีสาระสำคัญต่อประเทศทั้งสิ้น ในเมื่อรัฐบาลมีบุคลากรมีฝีมือมากมายแต่ทำไม พล.อ.ประยุทธ์ จึงไว้เนื้อเชื่อใจให้นายทหารร่างเล็กอย่างรัฐมนตรียุติธรรมสะสางงานสำคัญระดับประเทศไทย พล.อ.ไพบูลย์ ตอบคำถามนี้ว่า “ไม่ทราบ ไม่ได้ประเมินเลยจริงๆ ผมเป็นคนที่อยู่ในหน้าที่ ผมก็ทำงานในหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดจนถึงวันสุดท้าย ผมเป็นคนที่ไม่เคยหยุดทำงาน เพราะเราต้องทำงาน ผมเป็นแบบนี้ ถามลูกน้องดูได้เลย คือเราทำตรงนั้นให้ดีที่สุด”
“สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าหลายคนไม่ค่อยมองคือ มันเป็นเกียรติของคุณ สิ่งที่คุณทำงานเป็นผลงานติดตัวคุณจนวันตาย มากกว่าตำแหน่งที่คุณอยู่ วันหนึ่งตำแหน่งคุณก็หมดไป แต่สิ่งที่คุณทำ รูปแบบ การทำงานมันจะติดตัวคุณไป ไม่ใช่วันนี้ พรุ่งนี้ คุณมีหน้าที่ตรงนั้น คุณทำตรงนั้นให้มันดี ผมคิดอย่างนี้ ผมจึงไม่ได้คิดว่าผมมีผลงานหรือไม่มีผลงาน”
ก่อนจบการสนทนา พล.อ.ไพบูลย์ บอกถึงเป้าหมายการทำงานว่า ต้องการเอากระทรวงยุติธรรมไปอยู่ที่ชนบท ไปอยู่ที่หมู่บ้าน ไปหาชาวบ้าน งานบริการของรัฐ ที่กระทรวงยุติธรรมทำคือ ผมแข่งกับตรงนี้ทุกวัน เช่น เอาราชทัณฑ์ไปอยู่ในหมู่บ้านได้อย่างไร เสียงสะท้อนนั่นคือสิ่งที่มันแข่งขันกับผมตลอดเวลา
“ผ่านมา 1 ปี ผมคิดว่ายังไม่ตอบโจทย์สังคมสักเท่าไหร่ ทั้งที่เราเหนื่อย เราทำงาน แต่ว่าเราบ่นว่าเหนื่อยได้ไหม มันไม่ได้ ประชาชนเขาคอยอยู่ นี่คือสิ่งที่ผมคิด ผมก็บอกพวกเขาว่า คุณจะมานั่งบอกว่า 1 ปี ทำงานแค่นี้ก็ดีแล้ว มันไม่ใช่ ตราบใดที่ประชาชนบอกว่า นี่คือปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ทุกๆ วันที่งานยังไม่เสร็จ มันคือความเดือดร้อนของคน มันคือสิ่งที่ประชาชนคาดหวังว่าเราจะไปแก้ไขให้ อย่ามองว่าทุกข์ชาวบ้านมันไม่เยอะ เขาได้รับผลกระทบ มันทรมานตลอดเวลา” พล.อ.ไพบูลย์ ทิ้งท้าย







