posttoday
จับตาปฏิบัติการ ‘ซ่อม-รื้อ’ ร่างรธน.

จับตาปฏิบัติการ ‘ซ่อม-รื้อ’ ร่างรธน.

12 กันยายน 2558

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ประกาศต่อสาธารณะแล้วว่าไม่เกินวันที่ 22 ก.ย. ประเทศไทยจะได้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่จำนวน 21 คน มาทำหน้าที่เขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เส้นทางการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเฟส 2 นั้น คณะกรรมการร่างฯ จะมีเวลาเพียง 180 วันเท่านั้น ทำให้การเลือกประธานคณะกรรมการร่างฯ รอบนี้จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ถ้าได้คนมีบารมีและกรรมการร่างฯ อีก 20 คนให้การยอมรับ แน่นอนว่าทุกอย่างย่อมเดินหน้าผ่านไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่เหมือนกับการทำงานของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ที่ไม่ว่าจะขยับตัวไปทางไหนก็โดนตะลุมบอนตลอด

อย่างไรก็ตาม มีอีกเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กันนอกเหนือไปจากตัวบุคคลที่จะมาเป็นประธานและกรรมการร่างฯ คือ ทิศทางของเนื้อหาที่จะอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยอาจมีอย่างน้อย 5 ประเด็นที่น่าจะแก้ไขและปรับปรุงพอสมควร

1.คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) อาจเรียกได้ว่าเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญเฟสแรกไม่ผ่านความเห็นชอบของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แม้คณะกรรมการชุดนี้จะมีเจตนาสำคัญในการเข้ามาผลักดันให้การปฏิรูปประเทศเกิดรูปธรรม แต่การให้มีอำนาจพิเศษสำหรับการแก้ไขปัญหาวิกฤตส่งผลให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อยในเรื่องของความเหมาะสม

มีความเป็นไปได้สูงที่การร่างรัฐธรรมนูญรอบใหม่ คณะกรรมการร่างฯ จะตัดอำนาจพิเศษนี้ทิ้งและเหลือเฉพาะหน้าที่ในการติดตามการปฏิรูปประเทศเท่านั้น เพื่อไม่ให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดปัญหาระหว่างการทำประชามติ

อย่างไรก็ดี คงไม่ถึงขั้นตัดประเด็น คปป.ออกไปเสียทีเดียว เพราะท่าทีล่าสุดของ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวผ่านรายการคืนความสุขให้คนในชาติ เมื่อค่ำวันที่ 11 ส.ค. ส่งสัญญาณว่า อาจไม่ได้ใช้ชื่อ คปป. แต่ต้องไปคิดมาว่าจะมีกลไกอะไรรองรับวิกฤตการเมืองหลังเลือกตั้ง ในเมื่อนักการเมืองยังไม่สามารถหาทางออกตรงนี้ได้

2.ที่มานายกรัฐมนตรี คณะ กมธ.ยกร่างฯ ชุดเก่ากำหนดให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกของสภาผู้แทนราษฎรใน 2 รูปแบบ 1.เลือกจาก สส.โดยใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง 2.เลือกจากบุคคลที่ไม่ได้เป็น สส.โดยใช้เสียงของสภาไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ทันทีที่แนวทางดังกล่าวปรากฏออกมาก่อให้เกิดเสียงสนับสนุนและคัดค้าน

แต่หากจะให้มองว่ามีโอกาสที่คณะกรรมการร่างฯ จะตัดนายกฯ คนนอกทิ้งหรือไม่ ต้องบอกว่า มีโอกาส 50/50 เพราะการไม่เปิดทางให้นายกฯ มาจากคนนอกได้ หากในอนาคตเกิดวิกฤตการเมืองอีกก็จะไม่ต่างอะไรกับการพาประเทศเข้าสู่ปัญหาเดิมๆ แต่ถ้าให้มีนายกฯ คนนอกก็อาจถูกเพ่งเล็งในเรื่องความเป็นประชาธิปไตย อันอาจส่งผลต่อการทำประชามติในระยะยาว

ดังนั้น การตัดสินใจของคณะกรรมการร่างฯ ต่อประเด็นนี้อาจขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ณ เวลานั้นว่ามีกระแสเป็นอย่างไร

3.ระบบเลือกตั้ง สส. เป็นที่ทราบกันดีว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้กำหนดให้มีระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ท่าทีของสังคมต่อระบบการเลือกผู้แทนราษฎรดังกล่าวจะหนักไปทางไม่เห็นด้วยมากกว่าเห็นด้วย เนื่องจากมองว่าจะเป็นการทำให้สภาเกิดสภาพพรรคเบี้ยหัวแตกจำนวนมาก จนทำให้รัฐบาลเกิดความอ่อนแอ เพราะไม่มีเสียงข้างมากเพียงพอที่จะผลักดันเรื่องสำคัญให้ผ่านสภาได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเริ่มมีการคาดการณ์กันว่า มีความเป็นไปได้ที่ระบบการเลือกตั้ง สส.ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 อาจถูกนำมาปัดฝุ่นและวิเคราะห์ว่าสมควรมาใช้กับสถานการณ์แบบนี้หรือไม่ เพราะอย่างน้อยจะช่วยให้ฝ่ายการเมืองไม่ออกมาเคลื่อนไหวกดดันเหมือนที่ผ่านมา

4.โครงสร้างวุฒิสภา ร่างรัฐธรรมนูญของเก่าบัญญัติให้มี สว. 200 คน แบ่งเป็น สว.เลือกตั้ง 77 คน และ สว.สรรหา 123 คน แต่มีปัญหาตรงที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ไปกำหนดให้ คสช.มีอำนาจเลือก สว.สรรหาชุดแรก โดยให้มีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี

กระแสกดดันจากหลายฝ่ายต่อที่มาของวุฒิสภา ยังคงมีอยู่กระจัดกระจายอย่างที่ปรากฏก่อนหน้านี้ บางฝ่ายเห็นด้วยกับการให้มี สว.สรรหาผสมกับระบบเลือกตั้ง บางกลุ่มก็ไม่เห็นด้วยและมองว่าควรให้มีเฉพาะ สว.สรรหาเพียงอย่างเดียว หรืออีกกลุ่มเห็นว่าควรให้มี สว.เลือกตั้งในจำนวนเท่ากับ สว.สรรหา

แต่กระนั้น ในเรื่องนี้ย่อมเป็นประเด็นที่คณะกรรมการร่างฯ ในอนาคตต้องถกเถียงกันพอสมควร ซึ่งหากมองถึงความเป็นไปได้ว่าที่มา สว.ชุดใหม่จะออกมาในรูปแบบใด แนวโน้มน่าจะไปในทิศทางของการให้ สว.ทั้งสองระบบเหมือนเดิมในจำนวนเท่าๆ กัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้งภายในวุฒิสภา

5.การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องยอมรับว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับเก่าบัญญัติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ค่อนข้างเข้มงวด กล่าวคือ มีการกำหนดให้การแก้ไขในเนื้อหาที่สำคัญ เช่น โครงสร้างของสถาบันการเมือง ต้องผ่านการทำประชามติและการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าทำให้การแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศทำได้ยากยิ่งขึ้น

ดังนั้น ทิศทางของการแก้ไขเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญในส่วนนี้อาจเหลือเฉพาะการให้ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนการประกาศใช้ และยกเลิกการทำประชามติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้เป็นภาระในทางการเมืองมากเกินไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท