
ขึ้นดอกเบี้ยให้จบๆ
ในขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ได้ออกเสียงเตือนให้เฟดระวังกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะมีขึ้นในเดือนนี้ ว่าอาจจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา แต่ทว่าน่าประหลาดใจอยู่ครับที่บรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เหล่านั้นกลับต้องการให้เฟดขึ้นดอกเบี้ยไปให้สิ้นเรื่องสิ้นราว
ในขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ได้ออกเสียงเตือนให้เฟดระวังกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะมีขึ้นในเดือนนี้ ว่าอาจจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา แต่ทว่าน่าประหลาดใจอยู่ครับที่บรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เหล่านั้นกลับต้องการให้เฟดขึ้นดอกเบี้ยไปให้สิ้นเรื่องสิ้นราว
อย่างเช่น รองผู้ว่าการอาวุโสของธนาคารกลางอินโดนีเซีย มิร์ซา อาดิตยาสวารา บอกว่า ดูเหมือนว่าในขณะนี้สหรัฐกำลังสับสนว่าจะขึ้นดอกเบี้ยดีหรือไม่ ยิ่งสหรัฐไม่แน่ใจเท่าไหร่ ก็ยิ่งสร้างความโกลาหลมากขึ้น
ขณะที่ทางด้าน จูลิโอ เวลาร์เเดด ผู้ว่าการธนาคารกลางของเปรู ก็บอกไปในทิศทางเดียวกันว่า ตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ล้วนแต่ต้องการให้เฟดขึ้นดอกเบี้ยให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เพราะว่ายิ่งเกิดความไม่แน่นอนเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะสร้างปัญหามากขึ้น
ท่าทีดังกล่าวก็สอดคล้องกับทางด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางเม็กซิโก อากุสติน คาร์สเตน ที่เห็นเช่นกันว่า ขึ้นดอกเบี้ยเร็วเท่าไหร่ ก็จะยิ่งดีต่อเม็กซิโกมากขึ้น
ท่าทีเหล่านี้ล้วนแต่เป็นหลักฐานชัดเจนครับว่า ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เหล่านี้ล้วนแต่ต้องการอยากเห็นดอกเบี้ยเฟดปรับขึ้นไปให้เร็วๆ
ยิ่งเร็วเท่าไหร่ ความไม่แน่นอนก็จะยิ่งจบลงเร็วเท่านั้น เพราะต้องไม่ลืมว่าตลาดไม่ชอบอะไรที่เป็นสีเทาครับ จะขาวก็ขาว จะดำก็ดำ แต่ในช่วงที่ผ่านมานั้นความลังเลของเฟดต่อการขึ้นดอกเบี้ยน่าจะสร้างความเสียหายต่อตลาดทุนของประเทศเหล่านี้มากกว่าการประกาศไปชัดๆ ว่าจะขึ้นเมื่อไหร่เสียอีก
นอกจากนั้น การปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ ก็ยังจะเป็นการกลับมาดำเนินนโยบายปกติอีกครั้ง การวางแผนนโยบายต่างๆ ทางการเงินและเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาก็จะง่ายขึ้น และชัดเจนมากขึ้นครับ
ที่ผ่านมานั้น ก็ต้องยอมรับกันอย่างหนึ่งว่า โลกกำลังเสพติดกับการใช้นโยบายที่ “ไม่ปกติ” ไม่ว่าจะเป็นนโยบายคิวอีจากสหรัฐ ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2008 ที่ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเสพติดกับกระแสเงินที่ไหลออกมาจากการพิมพ์แบงก์เข้าสู่ระบบของธนาคารกลางสหรัฐ และทำให้ตลาดเคยตัวอย่างมาก
ประกอบกับการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ ก็ยิ่งทำให้ตลาดเคยตัวมากขึ้นเช่นกัน จะเห็นได้ว่าในขณะนี้แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกจะต่ำมากเพียงใด แต่ทว่าก็กลับไม่สามารถกระตุ้นเครดิตการจับจ่ายใช้สอยได้อีกแล้ว มิหนำซ้ำแม้ว่าราคาน้ำมันจะต่ำลง แต่ทว่าความเชื่อมั่นและพลังซื้อของผู้บริโภคทั่วโลกก็กลับอ่อนแอ
ดังนั้น การกลับสู่นโยบายปกติอาจจะทำให้โลกดีขึ้นก็ได้ แม้ว่าจะเจ็บตัวบ้างในช่วงแรกๆ ก็ตามครับ







