
นโยบายอัดฉีดเงินผ่านกองทุนหมู่บ้าน ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชาวบ้านจริงหรือ?
ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างถึงนโยบายการปล่อยกู้แก่กองทุนหมู่บ้านของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านวงเงินสินเชื่อของธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. ในวงเงินสูงถึง 6 หมื่นล้านบาท ว่าเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่เหมาะสมในปัจจุบัน หรือเป็นเพียงนโยบายประชานิยม และนโยบายดังกล่าวดีต่อชาวบ้านจริงหรือไม่
ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างถึงนโยบายการปล่อยกู้แก่กองทุนหมู่บ้านของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านวงเงินสินเชื่อของธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. ในวงเงินสูงถึง 6 หมื่นล้านบาท ว่าเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่เหมาะสมในปัจจุบัน หรือเป็นเพียงนโยบายประชานิยม และนโยบายดังกล่าวดีต่อชาวบ้านจริงหรือไม่
จากที่ผมได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการบริหารจัดการขององค์กรการเงินในระดับฐานราก (Microfinance) หรือสถาบันการเงินขนาดเล็กในชุมชนที่บริหารจัดการโดยคนในชุมชนเอง เพื่อช่วยให้เกิดการเข้าถึงบริการทางการเงินของคนในชุมชนนั้นๆ ซึ่งกองทุนหมู่บ้านก็ถือเป็นอีกรูปแบบหนึ่งขององค์กรการเงินในระดับฐานราก
ผมพบว่ากองทุนหมู่บ้านมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากกองทุนชุมชนรูปแบบอื่น ที่สำคัญคือ ประเด็นในเรื่องมุมมองของชาวบ้านที่มีต่อกองทุนหมู่บ้าน ชาวบ้านมักมองว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินที่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลเพื่อสนับสนุนด้านชีวิตความเป็นอยู่ของตน ดังนั้นจึงต้อง “ถูก เท่าเทียม และทั่วถึง”
กล่าวคือ เงินดังกล่าวหากมีการปล่อยกู้ให้แก่สมาชิกกองทุนจะต้องมีอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ต่ำกว่ากองทุนชุมชนในรูปแบบอื่น ซึ่งอาจต่ำกว่าความเสี่ยงที่แท้จริงของผู้กู้ ยกตัวอย่าง เช่น กองทุนหมู่บ้านใน จ.ตราด ที่ผมได้มีโอกาสเข้าไปคลุกคลีในช่วงที่ผ่านมานั้น มีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 6 ต่อปี ซึ่งหากพิจารณาว่าเป็นการให้สินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ถือว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับสินเชื่อที่ปล่อยโดยสถาบันการเงินทั่วไป (ค่าเฉลี่ยของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันอยู่ที่ประมาณร้อยละ 20-28 ต่อปี)
ด้วยเหตุที่ครัวเรือนมองว่าเงินดังกล่าวมาจากรัฐบาล จึงให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมและทั่วถึงในการได้รับผลประโยชน์ สมาชิกทุกครัวเรือนต้องได้รับวงเงินกู้เฉลี่ยเท่าๆ กัน จึงทำให้มีการกำหนดวงเงินสูงสุดในระดับที่ต่ำประมาณ 2-3 หมื่นบาท/ครัวเรือน/ปี แล้วแต่จำนวนครัวเรือนในหมู่บ้าน ไม่ได้คำนึงถึงความต้องการเงินทุนของแต่ละครัวเรือนเป็นหลัก
จากสาเหตุดังกล่าว ผมมองว่ากองทุนหมู่บ้านเป็นเพียงเงินให้กู้ที่เพิ่มสภาพคล่องระยะสั้นของครัวเรือน ถึงแม้ว่าจะมีการกำหนดว่าต้องกู้ไปเพื่อการประกอบอาชีพ แต่นั่นเป็นเพียงการแสดงเจตจำนงเบื้องต้นเท่านั้น ในแท้จริงแล้วต่างรู้กันดีว่าอาจจะนำเงินกู้ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น เพื่อการอุปโภคบริโภคหรือซื้อสิ่งของฟุ่มเฟือย เป็นต้น การใช้เงินกู้ผิดวัตถุประสงค์นี้เกิดขึ้นบ่อย เพราะความตระหนักถึงความเป็นเจ้าของร่วมกันของเงินน้อยกว่ากองทุนรูปแบบอื่น
ด้วยลักษณะเฉพาะของเงินกู้ที่จะเป็นการกู้ระยะสั้น โดยมักมีระยะเวลาการกู้เพียง 1 ปี เมื่อครบกำหนดผู้กู้ต้องนำเงินต้นมาคืนพร้อมดอกเบี้ยถึงจะได้รับการกู้ในครั้งต่อไป ยิ่งตอกย้ำถึงการขาดคุณสมบัติที่ดีของการเป็นเงินกู้เพื่อการประกอบอาชีพ หรือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้กู้ในระยะยาว
จากที่กล่าวมาทั้งหมดจึงทำให้การกู้เงินผ่านกองทุนหมู่บ้านเป็นการกู้เพื่อให้ได้ตามสิทธิของตนในแต่ละปีมากกว่าเพื่อตอบสนองความต้องการด้านอาชีพ และจากผลการวิจัยของผมที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่าการกู้เงินจากกองทุนหมู่บ้านถึงแม้จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการใช้จ่ายประจำวัน แต่ไม่ได้ช่วยยกระดับศักยภาพของการประกอบอาชีพอย่างมีนัยสำคัญ
ศักยภาพของการประกอบอาชีพที่พูดถึงนี้ เช่น การใช้เมล็ดพันธุ์พืชที่ดีขึ้น หรือการมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสำหรับการประกอบอาชีพที่มีคุณภาพมากขึ้น เป็นต้น
ดังนั้น ผมมองว่านโยบายอัดฉีดเงินผ่านกองทุนหมู่บ้านของรัฐบาล เป็นเพียงนโยบายที่ใช้ชาวบ้านเป็นเครื่องมือในการกระจายเงินเพื่อส่งผ่านไปยังระบบเศรษฐกิจให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบ ไม่ได้เป็นการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวบ้านอย่างยั่งยืนในระยะยาว เป็นการเพิ่มอำนาจการซื้อระยะสั้นในระดับรากหญ้าที่รวดเร็วทั่วถึงครอบคลุมทั้งประเทศ ซึ่งเป็นนโยบายที่ดีในการต่อลมหายใจให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้
สิ่งที่สำคัญสำหรับนโยบายการให้เงินกู้แก่กองทุนหมู่บ้านในครั้งนี้ คือ ผู้บริหารกองทุนควรทำความเข้าใจกับชาวบ้านหรือผู้กู้ถึงลักษณะของเงินดังกล่าวว่ามีความแตกต่างจากเงินกองทุนหมู่บ้านที่เคยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในครั้งก่อนๆ เพราะเงินที่รัฐบาลให้ในครั้งนี้นั้นไม่ได้ให้เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนเหมือนเงินครั้งก่อนๆ ที่เคยได้รับ แต่เป็นการให้กู้ยืมที่มีการกำหนดระยะเวลาเงินกู้ที่ชัดเจนว่าไม่เกิน 7 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0 ใน 2 ปีแรกเท่านั้น
หลังจากนั้นจะมีการคิดอัตราดอกเบี้ยในการกู้จากธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. ตามต้นทุนทางการเงินบวกด้วยร้อยละ 1 ต่อปี ดังนั้นผู้บริหารกองทุนควรมีความระมัดระวังในการบริหารจัดการเงินดังกล่าวเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม
ทั้งนี้ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมมองว่ายังมีองค์กรทางการเงินชุมชนลักษณะอื่นๆ ที่ดีที่สามารถช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและการประกอบอาชีพให้แก่ชาวบ้านอย่างยั่งยืน เช่น เครือข่ายสัจจะสะสมทรัพย์โดยพระอาจารย์สุบิน ปณีโต ที่ จ.ตราด หรือกองทุนสัจจะโดยครูชบ ที่ จ.สงขลา เป็นต้น ซึ่งเป็นองค์กรการเงินชุมชนที่ก่อตั้งขึ้นโดยเงินของคนในชุมชนนั้นๆ สมาชิกทุกคนต้องถือหุ้นของกองทุนผ่านการฝากเงิน ซึ่งหุ้นดังกล่าวจะถูกนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและปล่อยกู้ให้แก่สมาชิกกองทุนนั้นๆ
จากปัจจัยดังกล่าวทำให้สมาชิกทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมและมีความรู้สึกถึงการเป็นเจ้าของเงินกู้ ซึ่งเป็นข้อแตกต่างจากกองทุนหมู่บ้าน และด้วยความสัมพันธ์ในชุมชนที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมกันของผู้กู้และผู้ให้กู้ รวมถึงบทลงโทษทางสังคมต่างๆ ทำให้เกิดจุดแข็งในการขจัดปัญหาของการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ และมีส่วนช่วยลดปัญหาหนี้เสีย
การมีส่วนในความเป็นเจ้าของนี้ ทำให้อัตราดอกเบี้ยมีการกำหนดอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับความเสี่ยงของผู้กู้ และมีการให้วงเงินในระดับที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การกู้ กล่าวคือ อัตราดอกเบี้ยส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับร้อยละ 12-15 ต่อปี วงเงินกู้ไม่จำกัดขึ้นอยู่กับมูลค่าหุ้นของผู้ค้ำประกัน หรือมูลค่าสินทรัพย์ค้ำประกันวงเงินดังกล่าว ระยะเวลาหนี้และความถี่ในการชำระหนี้ที่มีความยืดหยุ่นตอบสนองต่อวัตถุประสงค์การกู้เงิน และไม่เพียงแต่ปล่อยกู้เท่านั้น
การมีกองทุนลักษณะดังกล่าวยังช่วยให้ชุมชนมีสภาพคล่องในการทำสิ่งต่างๆ เพื่อช่วยพัฒนาชุมชนอีกด้วย เช่น การรวมซื้อวัตถุดิบการเกษตรในราคาที่ถูกลง หรือการรวมขายผลผลิตในราคาที่แพงขึ้น
ดังนั้น ผมมีความเห็นว่านอกจากนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้นผ่านกองทุนหมู่บ้านแล้วนั้น รัฐบาลควรหันมาพิจารณาให้แนวทางในการสนับสนุนองค์กรทางการเงินในระดับฐานรากเหล่านี้ให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการตอบโจทย์การพัฒนาชุมชนเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิต และการประกอบอาชีพของประชาชนในระดับฐานรากให้มีความยั่งยืน







