posttoday
การปฏิรูปเศรษฐกิจจีน

การปฏิรูปเศรษฐกิจจีน

11 กันยายน 2558

การเร่งพัฒนาเศรษฐกิจของจีนในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เฉลี่ยถึง 10% เป็นเวลาต่อเนื่องกันถึง 3 ทศวรรษ และมีระดับรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นถึง 30 เท่า จาก 313 เหรียญสหรัฐ ในปี 2523 มาอยู่ที่ 9,260 เหรียญสหรัฐ ในปี 2557 จนไต่ลำดับขึ้นมาเป็นประเทศที่มีรายได้ประชาชาติสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐ และเป็นศูนย์กลางการผลิตเพื่อส่งออกของเอเชีย จนมีมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก

การเร่งพัฒนาเศรษฐกิจของจีนในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เฉลี่ยถึง 10% เป็นเวลาต่อเนื่องกันถึง 3 ทศวรรษ และมีระดับรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นถึง 30 เท่า จาก 313 เหรียญสหรัฐ ในปี 2523 มาอยู่ที่ 9,260 เหรียญสหรัฐ ในปี 2557 จนไต่ลำดับขึ้นมาเป็นประเทศที่มีรายได้ประชาชาติสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐ และเป็นศูนย์กลางการผลิตเพื่อส่งออกของเอเชีย จนมีมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้ระบบบริหารงานแบบเบ็ดเสร็จของรัฐบาลจีนที่มีอำนาจควบคุมทั้งทรัพยากรและการลงทุน จึงเบียดบังบทบาทกลไกของตลาด ทำให้นโยบายดังกล่าวก่อให้เกิดการสะสมความเสี่ยงต่อเสถียรภาพ และศักยภาพในการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ทำให้เป็นที่มาของการเปลี่ยนมาใช้โมเดลการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบ “New Normal” ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงคุณภาพแทนการพัฒนาเชิงปริมาณ รวมทั้งขยายบทบาทของจีนในเวทีเศรษฐกิจการเงินโลกไปพร้อมกัน

บทความนี้จะเจาะลึกถึงโมเดลการขยายตัวในรูปแบบใหม่ของจีน และผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจจีน รวมถึงนัยต่อเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างไร

ความสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจจีนในช่วงที่ผ่านมา พึ่งพาแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจาก 2 ด้านหลัก

1) การลงทุนที่ขยายตัวสูง โดยทางการจีนมีแผนการลงทุนที่ชัดเจน และมีอานาจเบ็ดเสร็จในการกำหนดปริมาณและทิศทางการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานผ่านรัฐบาลท้องถิ่น รวมถึงการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมและภาคอสังหาริมทรัพย์ผ่านรัฐวิสาหกิจ ส่งผลให้การลงทุนมีบทบาทต่อการเติบโตของเศรษฐกิจสูงเมื่อเทียบกับประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกัน

2) การส่งออกที่ขยายตัวสูง โดยอาศัยความได้เปรียบจากค่าแรงที่ต่ำจากการมีแรงงานจำนวนมาก รวมทั้งการสนับสนุนของภาครัฐผ่านการแทรกแซงกลไกตลาด ทั้งการดูแลค่าเงินไม่ให้เสียเปรียบด้านราคา รวมทั้งการควบคุมราคาวัตถุดิบ ซึ่งช่วยให้จีนได้เปรียบคู่แข่งทางการค้า และยังมีนโยบายดึงดูดผู้ผลิตจากหลายประเทศให้ย้ายฐานการผลิตมายังประเทศจีน ทำให้ได้รับการส่งผ่านเทคโนโลยี และช่วยเพิ่มทักษะของบุคลากร ซึ่งช่วยยกระดับความสามารถในการผลิตของจีนในช่วงที่ผ่านมาอีกด้วย

แม้ว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจในรูปแบบนี้จะผลักดันให้เศรษฐกิจจีนขยายตัวได้ในระดับสูงมาต่อเนื่อง แต่ในระยะหลังเริ่มแสดงให้เห็นว่าเป็นการพัฒนาที่ขาดเสถียรภาพ มูลค่าการส่งออกของจีนชะลอลงมาก ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศโดยเฉพาะการบริโภคยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะเข้ามาทดแทน ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนในภาพรวมชะลอลงอย่างมาก

บริษัทต่างๆ มีผลประกอบการขาดทุน และแรงงานในภาคส่งออกต้องว่างงานลงถึง 20 ล้านคน ซึ่งปัญหาเหล่านี้เกิดจากการพึ่งพาการกู้หนี้ยืมสินเพื่อขยายกำลังการผลิตที่มากเกินความต้องการจากทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งการแทรกแซงอย่างต่อเนื่องของภาครัฐ

การชะลอตัวของศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ปัญหาผลิตภาพการผลิตที่ลดลง จากการขาดการพัฒนาด้านนวัตกรรมและการผลิตสินค้าที่ยังมีมูลค่าเพิ่มไม่สูงนัก ซึ่งเป็นผลจากการจัดสรรเงินทุนที่ขาดประสิทธิภาพ เพราะสถาบันการเงินส่วนใหญ่เป็นของภาครัฐ ซึ่งมักจัดสรรเงินทุนไปตามนโยบายที่กำหนดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ส่งผลให้ขาดกลไก การวิเคราะห์ความเสี่ยง ต้นทุน และผลตอบแทนที่เหมาะสม จึงเกิดการปล่อยกู้ให้กับธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงและมีผลิตภาพการผลิตต่ำ

การลงทุนที่ขาดประสิทธิภาพ เกิดจาก (1) การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่คำนึงถึงประโยชน์ที่ได้รับเท่าที่ควร แต่เป็นไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในมณฑลให้ได้ผลงานตามอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต้องสอดคล้องกับเป้าของรัฐบาลกลาง โดยไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์จากการลงทุนที่แท้จริง

(2) การสนับสนุนการลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่มากเกินไป จนบิดเบือนกลไกตลาด และเบียดบังบทบาทภาคเอกชน ส่งผลให้ขาดการแข่งขันและการพัฒนาทั้งในภาคอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง และภาคบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง อีกทั้งประสิทธิภาพการดำเนินกิจการของรัฐวิสาหกิจยังด้อยกว่าภาคเอกชนมาก

ส่วนหนึ่งเกิดจากการผูกขาดในบางอุตสาหกรรมจนไม่มีแรงจูงใจที่จะผลิตสินค้าและให้บริการที่มีคุณภาพและทั่วถึง สะท้อนจากกำไรสุทธิต่อสินทรัพย์สุทธิเฉลี่ยของรัฐวิสาหกิจที่อยู่ที่ระดับเพียงครึ่งหนึ่งของภาคเอกชน

ปัญหาการสะสมทุน ที่ชะลอลงต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการลงทุนมากเกินจำเป็นในช่วงก่อนหน้า จนทำให้หลายอุตสาหกรรมมีกำลังการผลิตส่วนเกิน เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก กระจก และซีเมนต์ โดยอุตสาหกรรมดังกล่าวล้วนเกี่ยวข้องกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของมูลค่าการลงทุนรวม

ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้นเมื่ออุปสงค์จากต่างประเทศปรับลดลงหลังช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ประกอบการจีนไม่มีความจำเป็นในการลงทุนเพิ่มในอุตสาหกรรมดังกล่าวไปอีกระยะหนึ่ง

ปัญหาด้านแรงงาน ประกอบด้วย จำนวนประชากรวัยทำงาน (อายุระหว่าง 15-59 ปี) ที่เริ่มปรับลดลง อันเป็นผลจากนโยบายลูกคนเดียวที่บังคับใช้ในช่วงก่อนหน้า โดยประชากรวัยทำงานของจีนปรับลดลงครั้งแรกในปี 2012 จำนวน 3.45 ล้านคน คิดเป็น 0.4% ของจำนวนประชากรทั้งหมด องค์การสหประชาชาติ คาดว่าจำนวนประชากรวัยทำงานของจีนจะลดลงอย่างต่อเนื่องรวมทั้งสิ้น 50 ล้านคน ในปี 2573 คิดเป็น 4% จากประชากรจีนปัจจุบัน

ต้นทุนแรงงานที่ปรับสูงขึ้น ส่วนหนึ่งจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่เฉลี่ยสูงกว่า 15% ต่อปี ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จาก 370 หยวน/เดือน ในปี 2548 มาเป็น 1,400 หยวน ในปี 2557 ปัญหาข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายแรงงานจากระบบทะเบียนราษฎรที่ผูกสิทธิการรับสวัสดิการสังคมไว้กับทะเบียนบ้าน จึงเป็นอุปสรรคต่อการย้ายถิ่นฐานของแรงงาน เนื่องจากจะไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการด้านต่างๆ ในเมืองที่ย้ายไปทำงานได้ ทำให้ไม่สามารถใช้ศักยภาพของแรงงานจีนได้เต็มที่

เสถียรภาพเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะในด้านการเงินและการคลัง เสถียรภาพด้านการเงินที่การขาดกลไก การวิเคราะห์ความเสี่ยงในการปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์ที่ส่วนใหญ่เป็นของภาครัฐ ทำให้หนี้มีคุณภาพต่ำ ขณะที่เอกชนหลายรายในภาคการผลิตที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ก็ไม่สามารถกู้ยืมผ่านธนาคารพาณิชย์ได้ จึงต้องหันไปพึ่งพาภาคธนาคารเงา (Shadow Bank) ที่ไม่ได้ดูแลความเสี่ยงที่ดี

นอกจากนี้ ระบบการเงินที่พัฒนาไม่เต็มที่ยังส่งผลให้เงินลงทุนกระจุกตัวในสินทรัพย์บางประเภท และเกิดการบิดเบือนของราคาสินทรัพย์ที่อาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะมีฟองสบู่อีกด้วย ทำให้ภาคการเงินของจีนสะสมความเปราะบางมาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท