
เงินบาทอ่อนยาวดีกับประเทศไทย
หลังเงินบาทอ่อนค่าทะลุระดับ 36 บาท/เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ระดับ 36.12 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 6 ปีครึ่ง และเริ่มมีสัญญาณว่าจะอ่อนค่ายาวออกไปถึงปีหน้า เห็นได้จากสำนักวิจัยและธนาคารพาณิชย์หลายแห่งออกมาคาดการณ์ในทิศทางเดียวกันว่ารอบนี้เงินบาทคงไม่ได้อ่อนลงชั่วคราว การอ่อนค่าน่าจะลากยาวออกไปอีกนาน
หลังเงินบาทอ่อนค่าทะลุระดับ 36 บาท/เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ระดับ 36.12 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 6 ปีครึ่ง และเริ่มมีสัญญาณว่าจะอ่อนค่ายาวออกไปถึงปีหน้า เห็นได้จากสำนักวิจัยและธนาคารพาณิชย์หลายแห่งออกมาคาดการณ์ในทิศทางเดียวกันว่ารอบนี้เงินบาทคงไม่ได้อ่อนลงชั่วคราว การอ่อนค่าน่าจะลากยาวออกไปอีกนาน
กอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย ออกมาระบุว่า ต้นปีถึงปัจจุบันเงินบาทอ่อนค่าลงมาแล้ว 8-9% อ่อนเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาค รองจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยบาทยังมีแนวโน้มอยู่ในทิศทางอ่อนค่าจนถึงปีหน้า จากปัจจัยการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐและการอ่อนค่าของเงินหยวน คาดการณ์ค่าเงินบาทสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 36.75 บาท/เหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะอ่อนค่าไปถึง 38 บาท ในสิ้นปี 2559
ทั้งนี้ ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยตั้งแต่ต้นปีมาถึงวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา เทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ (เวลา 16.00 น.) พบว่า ค่าเงินมาเลเชียอ่อนค่ามากที่สุด 19.4% รองลงมาอินโดนีเซียอ่อน 13.6% ถัดมาไทยอ่อน 9% นอกจากนี้เกาหลีใต้อ่อน 7.7% ยูโรอ่อน 7.4% สิงคโปร์อ่อน 6.4% อินเดียอ่อน 5.2% เวียดนามอ่อน 4.9% ฟิลิปปินส์อ่อน 4.5% จีนอ่อน 2.7% ไต้หวันอ่อน 2.4% และญี่ปุ่นอ่อน 1%
ด้าน เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า การอ่อนค่าลงมาอยู่ระดับต่ำกว่า 36 บาท/เหรียญสหรัฐ ในขณะนี้ต้องยอมรับว่าอ่อนไปกว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทย แต่การอ่อนค่าลงดังกล่าวไม่ได้สะท้อนจากปัจจัยในประเทศ แต่เป็นผลจากปัจจัยในต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะจากการแข็งค่าของเหรียญสหรัฐที่ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยและผลจากความกังวลต่อสถานการณ์ในต่างประเทศ อาทิ เศรษฐกิจจีนที่ยังดูไม่ดี ซึ่งมีผลให้สกุลต่างๆ ในภูมิภาคอ่อนค่าลงตามเงินหยวนของจีนด้วย
อย่างไรก็ดี เชาว์ มองว่า การอ่อนค่าลงยาวๆ เช่นนี้คงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในดีกรีที่ยังน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เพราะถ้าดูขณะนี้ถึงเงินบาทจะอ่อนเกินไปเมื่อเทียบกับพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ยังดี แต่ถ้าเทียบกับสกุลเงินของประเทศอื่นในภูมิภาคถือว่าอ่อนกว่าเงินบาทมาก ฉะนั้นถ้าเงินบาทอ่อนไปในทิศทางเดียวกับคู่ค้าคู่แข่ง ไทยคงไม่เสียเปรียบทางการค้ามากนัก ขอแค่ไม่อ่อนหรือแข็งนำเพื่อนบ้านก็พอ
ขณะที่ กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ มองว่าสถานการณ์อ่อนค่าของเงินบาทในขณะนี้ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจไทยเสียหายเพิ่มและไม่ได้ทำให้ไทยเสียเปรียบทางการค้า แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนที่ได้รับผลกระทบย่อมมีบ้าง อาทิ กลุ่มผู้นำเข้าที่ต้องมีภาระต้นทุนสูงขึ้นหรือการท่องเที่ยวที่พาคนไทยออกไปเที่ยวต่างประเทศ เป็นต้น
นอกจากนี้ กอบศักดิ์ยังเห็นว่าการอ่อนค่าของเงินบาทรอบนี้เกิดจากปัจจัยในต่างประเทศล้วนๆ เพราะหากค่าเงินบาทไทยตั้งแต่วันที่ 2 ม.ค. 2557 มาจนถึงปัจจุบันในระยะเวลาประมาณ 20 เดือนนี้ จะพบว่าเงินบาทแทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย การเปลี่ยนแปลงเป็น 0% ด้วยซ้ำ เพราะสิ่งที่เปลี่ยนคือเงินเหรียญสหรัฐและถ้าดูการอ่อนค่าของเงินบาทก็อ่อนใกล้เคียงกับสกุลเงินของประเทศเพื่อนบ้าน
“ปรากฏการณ์นี้ถือว่าดีเพราะสินค้าไทยจะได้ไม่ดูแพงกว่าสินค้าของเพื่อนบ้านขณะเดียวกันบาทอ่อนยังได้อานิสงส์แก่ภาคส่งออกให้มีสภาพคล่องในรูปเงินบาทมากขึ้นด้วย” กอบศักดิ์ กล่าว
สอดคล้องกับมุมมองของ อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ที่เห็นว่าปัจจุบันเงินบาทอ่อนค่าลงไปที่ประมาณ 9-10% เมื่อเทียบกับต้นปี โดยการอ่อนยาวรอบนี้เป็นผลจากปัจจัยในต่างประเทศที่ไม่สามารถควบคุมได้เป็นสำคัญ ส่วนปัจจัยในประเทศถึงจะมีผลบ้างแต่น่าจะเป็นผลแค่ชั่วคราวในบางช่วงเท่านั้นไม่ได้มาจากปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยเอง เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังดี ทุนสำรองระหว่างประเทศสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดยังเกินดุล
แม้ถึงเงินบาทจะอ่อนลงมามากแต่ก็ไม่ทำให้หนี้ในต่างประเทศเพิ่มจนสร้างปัญหาเหมือนอินโดนีเซีย เห็นได้จากปัจจุบันทุนสำรองระหว่างประเทศยังสูงกว่าหนี้ระยะสั้นในต่างประเทศถึง 3 เท่า รวมถึงไม่ทำให้การนำเข้าน้ำมันเป็นภาระหนักกับประเทศ เพราะโชคดีที่ราคาน้ำมันถูกลงค่อนข้างมากทำให้ไทยได้ประโยชน์ และถึงเงินบาทจะอ่อนทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าต่างๆ เพิ่มขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่เป็นปัญหามากนักเนื่องจากราคาสินค้านำเข้าไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก
อมรเทพ ยังระบุว่า ถึงเงินบาทจะอ่อนลงแต่ไทยยังได้อานิสงส์จากการส่งออกน้อย และไม่ได้ช่วยให้ส่งออกไทยที่ติดลบในปีนี้กลับมาพลิกเป็นบวกได้ ถ้าให้ชั่งผลบวกและผลลบรอบนี้มองว่าบาทอ่อนให้ผลเชิงบวกพอสมควร
ขณะที่ผลในเชิงลบก็มีแต่ไม่มาก เช่น บาทอ่อนทำให้ต้นทุนการนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบสูงขึ้น ผู้ประกอบการอาจจะไม่ตัดสินใจลงทุนในช่วงนี้ ซึ่งคาดว่าเงินบาทในปีนี้อาจจะอ่อนยาวไปจนเห็นระดับ 37 บาทในสิ้นปีนี้ และปีหน้าอาจจะเห็นที่ระดับ 38 บาท ถ้าสหรัฐขยับขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ หรืออาจจะเห็น 40 บาท/เหรียญสหรัฐ ถ้ามีเงื่อนไขจากการที่จีนลดค่าเงินหยวนและเล่นสงครามค่าเงิน
“ภาวะนี้ผมไม่อยากให้ส่งออกพึ่งแต่ค่าเงิน ควรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตควบคู่ไปด้วย และที่สำคัญในช่วงนี้ผู้ประกอบการนำเข้าอาจจะไม่อยากลงทุนเพราะรอเงินบาทกลับมาแข็งค่า แต่อย่าลืมว่าโอกาสที่เงินบาทจะอ่อนค่ายาวๆ มีมากขึ้น ฉะนั้นผู้ประกอบการไม่ควรรอการลงทุน รอการนำเข้าเครื่องจักรหรือวัตถุดิบ ควรฉวยโอกาสนี้เริ่มลงทุนในปีนี้ตอนที่เงินบาทยังไม่อ่อนไปไกลมากและดอกเบี้ยยังไม่สูง เพราะ
ถ้ารอปีหน้าต้นทุนจะสูงขึ้นเพราะบาทมีแนวโน้มจะอ่อนไปอีก แถมดอกเบี้ยก็มีโอกาสปรับขึ้นด้วย“ อมรเทพ ระบุ
จากมุมมองของนักค้าเงินและนักเศรษฐศาสตร์พอเห็นได้ว่า เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนยาวรอบนี้ไม่ค่อยเป็นปัญหาต่อภาวะเศรษฐกิจมากนัก เนื่องจากมีปัจจัยเอื้อให้ผลกระทบลดทอนลง
แต่ทิศทางการอ่อนค่าลงยาวๆ เช่นนี้ก็เป็นอีกบทพิสูจน์ฝีมือการดูแลเศรษฐกิจและค่าเงินของ รมว.คลังคนปัจจุบัน และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่ วิรไท สันติประภพ อยู่กลายๆ เพราะการเคลื่อนไหวของค่าเงินเกิดจากปัญหาในต่างประเทศที่ควบคุมไม่ได้ การจะเข้าไปต้านกระแสตลาดคงยาก
ครั้น ธปท.จะปล่อยไปตามกลไกการตลาดเพียวๆ ก็มีความเสี่ยง เพราะถ้าเงินบาทแข็งค่าและอ่อนค่าผันผวนเร็วไป ก็จะกระทบกับบางภาคธุรกิจและกดการลงทุนที่รัฐบาลกำลังเร่งให้ช้าลงได้ แต่หากจะฝืนตลาดก็รังแต่จะเสียหายขาดทุนจากการแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่ม งานนี้ต้องติดตามการใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ของทั้งกระทรวงการคลังและ ธปท.
สำหรับภาคธุรกิจเอกชนในภาวะเช่นนี้คงมีทางเลือกไม่มากนัก ต้องทำการซื้อป้องกันความเสี่ยงค่าเงินเอาไว้ก่อน ซึ่งแน่นอนว่าถึงจะเพิ่มต้นทุนให้สูงขึ้นบ้างก็ดีกว่าขาดทุน เพราะถึงเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าไปนาน
อย่างไรก็ดี ไม่ได้หมายความว่าไร้เหตุปัจจัยที่จะมาทำให้เงินบาทแข็งไม่ได้ เพราะอย่าลืมว่าหากเฟดเปลี่ยนใจไม่ขยับดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดการณ์ และมีการออกคิวอี 4 เพราะเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่ดีขึ้นจริง โอกาสที่เงินบาทจะแข็งก็ยังมี







