posttoday
สหรัฐจ่อส่งออกน้ำมัน ต่อลมหายใจเชลออยล์

สหรัฐจ่อส่งออกน้ำมัน ต่อลมหายใจเชลออยล์

10 กันยายน 2558

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่น่าจับตาไม่น้อย สำหรับการเตรียมส่งออกน้ำมันของมหาอำนาจยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐ เพราะความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าของตลาดน้ำมันโลกเลยทีเดียว

หากพิจารณาจริงๆ แล้วสหรัฐมีศักยภาพอย่างเพียงพอที่จะส่งออกน้ำมัน เนื่องจากกำลังการผลิตน้ำมันของสหรัฐตามข้อมูลของกระทรวงพลังงานอยู่ที่ 9.51 ล้านบาร์เรล/วัน สูงกว่าสัดส่วนการผลิตเมื่อ 5 ปีที่แล้วถึง 70% และสูงกว่าสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันของสหรัฐเสียอีก โดยเป็นผลจากสภาพอุตสาหกรรมขุดเจาะน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (เชลออยล์) บูมอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กำลังการผลิตน้ำมันของสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

กรณีดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าราคาน้ำมันในตลาดโลกไปแล้วครั้งหนึ่ง เพราะกลายเป็นว่าผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก กลับสามารถผลิตน้ำมันใช้เองได้ในสัดส่วนที่เหลือเฟือแถมมีต้นทุนถูกกว่าการนำเข้าอีกด้วย จนส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกลงมาเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 40-50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลเท่านั้น จากเดิมที่ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สัดส่วนการส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับกำลังการผลิต โดยปริมาณการส่งออกน้ำมันกลั่นแล้วอยู่ที่ 2.8 ล้านบาร์เรล/วันเท่านั้น ส่วนการส่งออกน้ำมันดิบยังมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด โดยกระทรวงพลังงานจะพิจารณาอนุญาตเป็นกรณีๆ ไป

ต้องเล่าย้อนสักหน่อยว่า รัฐบาลวอชิงตันเริ่มสั่งระงับการส่งออกน้ำมันมาตั้งแต่ปี 1975 เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสำรองน้ำมันในประเทศ หลังเผชิญกับวิกฤตกลุ่มประเทศอาหรับรวมหัวกันระงับการส่งออกน้ำมันให้กับสหรัฐในปี 1973 ด้วยเหตุผลทางการเมือง

แต่ทว่าสถานการณ์ทางการเมืองบนเวทีระหว่างประเทศเปลี่ยนไปแล้ว เนื่องจากสหรัฐผลิตน้ำมันได้ในปริมาณมากจนกลายเป็นแรงกดดันให้ราคาลดลง กอปรกับแรงกดดันจากราคามันในตลาดโลกซึ่งปัจจุบันร่วงลงไปรอรับปริมาณน้ำมันจากอิหร่านที่เพิ่งได้รับการผ่อนคลายการคว่ำบาตรแล้ว

ส่งผลให้ราคาน้ำมันในสหรัฐปรับตัวลงต่ำอย่างมาก ต่ำจนการผลิตน้ำมันไม่คุ้มกับต้นทุนอีกต่อไป ทำให้มีธุรกิจพลังงานขนาดใหญ่ต้องตัดสินใจปรับลดการลงทุนในปีนี้ลง ขณะที่กลุ่มธุรกิจที่รับจ้างขุดบ่อน้ำมันก็เจ็บตัวไปตามๆ กัน

ปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงกลายเป็นแรงกดดันให้สหรัฐจำเป็นต้องผ่อนคลายกฎเกณฑ์การส่งออกน้ำมัน เพื่อขยายตลาดรองรับน้ำมันที่ผลิตได้ในประเทศให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ราคาน้ำมันจะต่ำแต่หากปริมาณที่ขายได้มากก็มีโอกาสที่การผลิตน้ำมันจะคุ้มค่ากับต้นทุน

ในปัจจุบันรัฐบาลของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ต้องรับแรงกดดันจากกลุ่มผลประโยชน์และภาคการเมืองที่ต้องการให้มียกเลิกกฎการส่งออกน้ำมันลง โดยมีรายงานจากวอลสตรีท เจอร์นัล ว่า กลุ่มธุรกิจพลังงานหลาย 10 แห่ง ซึ่งรวมถึงคอนติเนนทัล รีซอร์สเซส อิงค์ และโคโนโคฟิลิปส์ รวมไปถึงมาราธอน ออยล์ คอร์ป พยายามวิ่งเต้นล็อบบี้สภาคองเกรสสำหรับการออกกฎหมายดังกล่าว

สอดคล้องกับความเห็นของสมาชิกสภาคองเกรส โดย สส.จากพรรครีพับลิกัน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากทางใต้อันเป็นขุม “ทองคำดำ” ของสหรัฐ สนับสนุนให้มีการส่งออกน้ำมัน หนึ่งในนั้นคือ โจ บาร์ตัน ซึ่งกล่าวว่าจะเร่งผลักดันกฎหมายดังกล่าวให้ถึงมือโอบามาโดยเร็ว เพื่อเป็นของขวัญคริสต์มาสให้กับชาวสหรัฐในปีนี้

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่ามีโอกาสสูงทีเดียวที่สหรัฐจะผ่อนคลายกฎห้ามส่งออกน้ำมันอย่างเต็มรูปแบบ เพราะในปัจจุบันต้องยอมรับว่าสหรัฐได้ผ่อนคลายกฎเกณฑ์การส่งออกน้ำมันลงมามากพอสมควรแล้ว

โดยในปีที่แล้วกระทรวงพาณิชย์สหรัฐผ่อนคลายกฎเกณฑ์การส่งออกให้บางบริษัทสามารถส่งออกน้ำมันเบาได้ โดยเริ่มมีการส่งออกไปประเทศในเอเชีย อย่างเกาหลีใต้ และเมื่อเดือนที่แล้วทางการสหรัฐอนุญาตให้มีการแลกเปลี่ยนน้ำมันกับทางเม็กซิโกได้

จุดชี้ขาดในตอนนี้จึงอยู่ที่โอบามาเท่านั้นว่าจะตัดสินใจว่าอย่างไร

 แต่ต้องยอมรับว่ามีโอกาสสูงมากที่สหรัฐจะเอนเอียงไปทางเปิดให้มีการส่งออกไปแล้ว เพราะในปัจจุบันอุตสาหกรรมพลังงานถือเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มากและมีสัดส่วนการจ้างงานในภาคส่วนนี้สูงมาก ในปัจจุบันสภาพราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงอย่างมากกลับไม่ส่งผลดีต่อสหรัฐเลย จริงอยู่ที่ทำให้ราคาสินค้าโดยทั่วไปมีราคาถูกลงและชาวเมืองลุงแซมจำนวนมากกลับไม่มีกำลังซื้ออยู่ดีเนื่องจากถูกเลิกจ้าง โดยนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือน มิ.ย. 2014 มีแรงงานในอุตสาหกรรมน้ำมันถูกเลิกจ้างแล้วถึง 8.4 หมื่นราย

ดังนั้น หากสหรัฐตัดสินใจกลับมาส่งออกน้ำมันอีกครั้ง ก็จะช่วยฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันรวมถึงไปถึงตลาดจ้างงานด้วย ช่วยเสริมสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ขณะที่หลายฝ่ายยังกังวลว่าการส่งออกน้ำมันจะทำให้สหรัฐราคาน้ำมันในสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากการที่มีลูกค้าหลากหลายทำให้บรรดาผู้ผลิตในสหรัฐไม่จำเป็นต้องรับแรงกดดันให้ลดราคาจากการแข่งขัน

กระนั้นยังมีนักวิเคราะห์อีกจำนวนไม่น้อยเช่นเดียวกันที่เชื่อว่าราคาน้ำมันในสหรัฐจะยังไม่ปรับขึ้นมากนัก และการส่งออกน้ำมันเป็นเพียงการเพิ่มช่องทางสำหรับการหายใจให้กับผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐที่ไม่ต้องเบียดเสียดกันแย่งตลาดในประเทศ

ในอีกมุมหนึ่งการตัดสินใจของสหรัฐย่อมส่งผลกระทบต่อโลกที่เผชิญกับสภาพน้ำมันล้นตลาดอยู่แล้ว ขณะที่กำลังซื้อจากรายใหญ่อย่างจีนหรือสหภาพยุโรป (อียู) ยังซบเซา ซึ่งน่าจะส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในสภาพเตี้ยต่ำลงในระยะยาว

หากว่ากันตามทฤษฎีแล้ว กรณีดังกล่าวน่าจะช่วยให้กระตุ้นให้สภาพเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีขึ้นจากการช่วยกระตุ้นการผลิต อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกในขณะนี้ยังไม่มีกำลังซื้อ ดังนั้นนอกจากน้ำมันราคาถูกจะกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้แล้ว ยังไปกดดันให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างอื่นซึ่งถือเป็นสินค้าส่งออกหลักของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่หลายประเทศอยู่ในสภาพซบเซาอีกด้วย

แน่นอนแม้การตัดสินใจส่งออกน้ำมันของสหรัฐจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของสหรัฐ แต่สำหรับประเทศอื่นๆ ในโลกแล้ว กรณีดังกล่าวเท่ากับเป็นการซ้ำเติมสภาพความซบเซาของเศรษฐกิจโลกเลยทีเดียว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท