posttoday
เบอร์สี่

เบอร์สี่

10 กันยายน 2558

โดย...อรุณ จิรชวาลา

โดย...อรุณ จิรชวาลา

ไม่แน่ใจว่าคนมาเลย์ออกเสียงคำว่า Bersih อย่างไร แต่ผมขอออกเสียงเป็นแบบไทยๆ ว่า เบอร์สี่ คำแปลที่ตรงตัวของคำนี้คือ สะอาด โดยกลุ่มต่อต้านรัฐบาลในมาเลเซียใช้เป็นชื่อเรียกการชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลมีความโปร่งใส และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ลาออกจากตำแหน่ง

การชุมนุมใหญ่เกิดขึ้นในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เมื่อปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา โดยกลุ่มผู้ชุมนุมบอกว่ามีคนเข้าร่วมประมาณ 3-5 แสนคน ในขณะที่ตัวเลขของตำรวจบอกว่ามีผู้ชุมนุม 2.5-5 หมื่นคน ซึ่งสำหรับคนนอกอย่างผม ประเมินจากภาพที่เห็นจำนวนผู้ชุมนุมน่าจะมีเป็นแสนคน คือมากกว่าตัวเลขของตำรวจอย่างแน่นอน แต่คงน้อยกว่าตัวเลขของผู้ชุมนุม

ฟังดูก็ไม่ต่างจากเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราเมื่อต้นปีที่แล้ว ที่คนกรุงเทพฯ ออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลเพื่อไทย ครั้งนั้นตัวเลขของตำรวจกับตัวเลขของผู้ชุมนุมก็ต่างกันราวฟ้ากับดินเช่นกัน

ที่เหมือนกันอีกประการหนึ่ง คือ มีการแบ่งกันเป็นม็อบเสื้อเหลืองกับม็อบเสื้อแดง เสื้อเหลืองต่อต้านรัฐบาล ส่วนเสื้อแดงสนับสนุน จนดูผิวเผินคิดว่ามีการหยิบภาพผิดไปลงข่าว กล่าวคือเอาภาพการชุมนุมขับไล่รัฐบาลในบ้านเราไปลงเป็นของมาเลเซีย

แต่ประเด็นที่ต่างกันก็มีนะครับ ของเขาศิวิไลซ์กว่าเรามาก มีคนบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ เพียงไม่กี่คนเมื่อตำรวจพยายามสลายการชุมนุม ส่วนของเรามีการขู่ฆ่า มีการฆ่ากันตายจริงๆ มีการปาระเบิด และมีการใช้อาวุธสงครามอื่นๆ

ผมขออนุญาตเล่าซ้ำเรื่องที่ผมเขียนเมื่อปีที่แล้ว หลังจากเครื่องบินของสายการบินมาเลเซียตกเป็นลำที่ 2 ก่อนหน้านั้น เพื่อนชาวมาเลย์ของผมคนหนึ่งบอกว่าคนไทยโชคดีมากที่มีผู้นำสวย ซึ่งผมก็ตอบกลับไปว่าคนไทยต้องการมันสมองจากผู้นำมากกว่าความสวยงาม แต่เพื่อนก็ยังยืนยันกลับมาว่าคนไทยยังโชคดีกว่าคนมาเลย์อยู่ดี เพราะผู้นำของเขาทั้งโง่ ทั้งอัปลักษณ์

ปัญหาของนายนาจิบในช่วงต้นเป็นเรื่องของการขาดภาวะผู้นำแต่เพียงอย่างเดียว เขาดูหมดสง่าราศีและทำอะไรไม่ถูกเมื่อเผชิญกับปัญหาเครื่องบินตก แต่มาถึงปีนี้เขาเจอปัญหาที่หนักขึ้นหลายเท่า คือ ถูกกล่าวหาว่าทุจริตคอร์รัปชั่น

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ผมขอเท้าความให้ฟังดังนี้ ในช่วงต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัลลงข่าวเรื่องกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของมาเลเซียได้ก่อหนี้ไว้สูงถึง 11.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีการโอนเงินจากกองทุนนี้ 700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.5 หมื่นล้านบาท ไปเข้าบัญชีส่วนตัวของนายนาจิบ

นายนาจิบรีบออกมาปฏิเสธ พร้อมกับขู่จะฟ้องหนังสือพิมพ์ต่างชาติฉบับนี้ แต่คำชี้แจงของนายนาจิบตลอด 2 เดือนกว่าที่ผ่านมาขาดความชัดเจน นอกจากนี้ นายนาจิบยังใช้อำนาจของตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเข้าไปล้วงลูกกระบวนการสอบสวน

หลังจากเกิดเรื่องไม่ถึงเดือน นายนาจิบก็ปรับ ครม. โดยปลดรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ไม่เห็นด้วยออก แต่งตั้งกรรมการสอบสวน 4 คนเข้าร่วม ครม. ทำให้การสอบสวนหยุดชะงัก นอกจากนี้ยังย้ายอัยการสูงสุดที่มีบทบาทในการสอบสวน ตลอดจนสั่งปิดหนังสือพิมพ์ 2 ฉบับที่ออกมาวิจารณ์ในเชิงลบ

แม้แต่องค์การระหว่างประเทศบางแห่ง รวมทั้งองค์กรเพื่อความโปร่งใสสากล ก็ออกมาเรียกร้องให้นายนาจิบชี้แจงให้ชัดเจน รวมทั้งมีการเรียกร้องให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เพื่อจะได้ไม่รบกวนกระบวนการสอบสวน

ผมมีข้อสังเกตอีกหลายประการเกี่ยวกับการชุมนุมขับไล่ผู้นำมาเลเซียครั้งนี้ ดังนี้

หนึ่ง นายนาจิบพูดคลุมเครือว่าไม่ได้ทุจริต เงินในบัญชีส่วนตัวจำนวนมหาศาลเป็นเงินบริจาคจากตะวันออกกลาง ซึ่งถึงจะเป็นความจริงก็มีปัญหา เพราะเป็นผู้นำประเทศจะไปรับเงินบริจาคจากต่างชาติไปเข้าบัญชีส่วนตัวได้อย่างไร นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องเงินของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติหายไป ซึ่งบังเอิญตรงกับเงินในบัญชีของนายนาจิบที่งอกขึ้นมา

สอง ถ้าผมเป็นนายนาจิบ ผมก็คงต้องตื๊ออยู่ต่อไป คงลาออกไม่ได้ เพราะอาจจะทำให้ยิ่งถูกตามล้างตามเช็ด ลาออกแล้วอาจต้องรีบเผ่นหนีออกนอกประเทศ เพื่อจะได้ไม่เสี่ยงกับคุกตะราง

สาม จำนวนคนที่ออกมาชุมนุมขับไล่นายนาจิบนับแสนคนที่เห็นในภาพเต็มท้องถนนในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ไม่ใช่คนจำนวนเล็กน้อย เพราะกัวลาลัมเปอร์ทั้งเมืองมีประชากรเพียงล้านกว่าคน เล็กกว่ากรุงเทพฯ ของเราเป็นอันมาก นอกจากนี้ ประชากรมาเลเซียทั้งประเทศมีเพียงประมาณ 30 ล้านคน ไม่ถึงครึ่งของเรา

มีการทำโพลสำรวจความคิดเห็นของคนมาเลย์ในช่วงต้นเดือน ก.ค. ปรากฏว่ากว่า 85% มีความรู้สึกในเชิงลบต่อนายนาจิบ และเกือบ 40% อยากให้เขาลาออกทันที

สี่ อดีตนายกรัฐมนตรี มหาเธร์ มูฮัมหมัด ซึ่งเคยอยู่ในตำแหน่งผู้นำติดต่อกันกว่า 22 ปี และปัจจุบันอายุ 90 ปีแล้ว ได้ออกมาชนกับนายนาจิบอย่างเปิดเผย โดยไปปรากฏตัวในสถานที่ชุมนุม และให้กำลังใจผู้ชุมนุมในการต่อสู้เพื่อโค่นนายนาจิบ

ก่อนหน้านั้น มหาเธร์ได้โพสต์ในโซเชียล มีเดียตำหนินายนาจิบ ว่าทำให้ประเทศชาติต้องอับอายแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมกับเรียกร้องให้ลาออก

แรงเชียร์ของมหาเธร์ช่วยเพิ่มพลังให้กับกลุ่มต่อต้าน อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้กลุ่มผู้สนับสนุนนายนาจิบได้พยายามดิสเครดิตเขา โดยกล่าวหาว่าเขามีวาระซ่อนเร้น ต้องการผลักดันลูกชายให้มีบทบาทในพรรคอัมโนและในรัฐบาล แต่นายนาจิบไม่ตอบสนองเท่าที่ควร จึงถูกเล่นงาน

ข้อสุดท้าย แม้ว่าคะแนนนิยมของนายนาจิบจะตกต่ำมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนที่มีการศึกษาและในเมืองหลวง แต่ผู้เชี่ยวชาญการเมืองมาเลเซียหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นายนาจิบน่าจะประคองตัวอยู่รอดจนครบเทอมได้อย่างสบาย เพราะนอกจากเขาจะยังสามารถกุมเสียงสนับสนุนทั้งในพรรคและในสภาแล้ว เขายังไม่มีคู่แข่งทางการเมืองที่มีบารมีมากพอที่จะทาบรัศมีของเขาในขณะนี้

จากมุมมองของคนไทย การเมืองมาเลเซียเสี่ยงกับการถึงทางตัน รัฐบาลที่ฉ้อฉลอ้างความชอบธรรมจากการเลือกตั้งไม่ยอมลงจากอำนาจ ในขณะที่กองทัพมาเลเซียก็อาจจะไม่อยู่ในฐานะที่จะช่วยผ่าทางตันให้ได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท