
กระตุ้นให้เห็นผล
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทยอยออกมาเป็นยาชุด หลังรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปรับคณะรัฐมนตรีครั้งที่ 3 เปลี่ยนหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ โดยเริ่มจากอัดฉีดกำลังซื้อรากหญ้า ถัดมาเป็นมาตรการช่วยผู้ประกอบการรายกลาง รายย่อย หรือเอสเอ็มอี จากนั้นก็มีกระแสว่ารัฐบาลเตรียมจะกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพื่อหวังจะให้เป็นหัวหอกช่วยกระทุ้งสินค้าหรือบริการเซ็กเตอร์อื่นๆ ให้คึกคักเหมือนที่ผ่านมา
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทยอยออกมาเป็นยาชุด หลังรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปรับคณะรัฐมนตรีครั้งที่ 3 เปลี่ยนหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ โดยเริ่มจากอัดฉีดกำลังซื้อรากหญ้า ถัดมาเป็นมาตรการช่วยผู้ประกอบการรายกลาง รายย่อย หรือเอสเอ็มอี จากนั้นก็มีกระแสว่ารัฐบาลเตรียมจะกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพื่อหวังจะให้เป็นหัวหอกช่วยกระทุ้งสินค้าหรือบริการเซ็กเตอร์อื่นๆ ให้คึกคักเหมือนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม จากมาตรการที่จะออกเป็นลักษณะยักตื้นติดกึกยักลึกติดกัก เช่น การลดค่าธรรมเนียมการโอนลงจาก 2% เหลือ 0.01% การลดค่าธรรมเนียมจดจำนองจาก 1% เหลือ 0.01% แต่กำหนดใช้เพียงไม่กี่เดือน เหมือนกับต้องการจะเร่งการตัดสินใจให้มาตรการเห็นผลอย่างรวดเร็วภายใน 3 เดือน 6 เดือน หรือมีการกำหนดเงื่อนไขอื่นเพื่อเร่งผลของมาตรการ
ทั้งๆ ที่ตามประสบการณ์ที่ผ่านมา การออกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้ผลต้องออกมาเป็นแพ็กเกจ และต้องมีรอบการใช้อย่างน้อย 1 ปี ถึงจะมากพอให้หมุนไปสร้างกำลังซื้อใหม่ ให้มาใช้สิทธิมาตรการดังกล่าวอย่างเห็นผล หากออกมาตรการสั้นไปแค่ 3-6 เดือน คาดมาตรการกระตุ้นการซื้อจะได้แค่กลุ่มที่ตัดสินใจซื้อแล้วหรือจองซื้อแล้ว พวกนี้จะเร่งโอนเพื่อให้ได้สิทธิจากมาตรการ หากเวลามาตรการสั้นไปอาจกระตุ้นไม่ถึงกำลังซื้อใหม่ ซึ่งในการตัดสินใจซื้อของชิ้นใหญ่ต้องผ่อนนานหลายๆ ปี เป็นธรรมชาติต้องใช้เวลาหาข้อมูลและตัดสินใจนานเป็นปกติอยู่แล้ว
เห็นได้จากการใช้มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่เคยใช้ผ่านมา จะออกมาเป็นแพ็กเกจและมีระยะเวลาใช้อย่างน้อย 1 ปี จากนั้นหากผลการกระตุ้นเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นดีก็อาจจะต่ออีก 1 ปี
นอกจากนี้ หากรัฐบาลหวังใช้อสังหาริมทรัพย์เป็นตัวช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศ ในระยะกลางถึงยาวรัฐบาลก็ควรจะเดินหน้าโครงการลงทุนสาธารณูปโภค โดยเฉพาะระบบราง เพราะหากมีการเปิดประมูลและตอกเสาเข็มสร้างรถไฟฟ้าสายไหนจริงเมื่อไหร่ สิ่งนี้จะมีผลอย่างมากต่อการเร่งลงทุนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
จากนั้นอสังหาริมทรัพย์ก็จะเป็นหัวหอกกระตุ้นสินค้าหรือบริการอื่นๆ ตามมา อย่างที่ทราบกัน ตั้งแต่บริการตกแต่งห้อง ติดตั้งผ้าม่าน ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ โทรทัศน์ เครื่องครัว ต่อเนื่องทั้งซัพพลายเชนของการอยู่อาศัย
เมื่อหัวหน้าทีมเศรษฐกิจก็เคยเห็นผลของมาตรการอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ได้ผลมาแล้ว ว่าหากได้ผลแล้วสามารถสร้างการหมุนของเงิน มัลติพลายเอฟเฟกต์ได้เห็นผลทันตา ดังนั้น การตัดสินใจกำหนดเงื่อนไขแพ็กเกจหรือเวลามาตรการ จึงควรกำหนดให้ได้ผลจริง มากกว่ากังวลในเรื่องอื่น จะได้ไม่เกิดปัญหาเดิมๆ ที่หลายฝ่ายมัวแต่รอการใช้จ่ายภาครัฐ จากนั้นภาคเอกชนถึงจะลงทุน และการบริโภคในประเทศถึงจะตามมา
รัฐบาลจึงต้องออกมาตรการบนเงื่อนไขที่ไม่เสียของและให้เกิดประสิทธิผลได้จริง กล้าๆ เลย







