
กฎหมายเกี่ยวกับหลักประกันทางธุรกิจ
โดย...อนุรักษ์ นิยมเวช อดีตสมาชิกวุฒิสภา
โดย...อนุรักษ์ นิยมเวช อดีตสมาชิกวุฒิสภา
ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว และอยู่ระหว่างการรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา พร้อมกับร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ถูกแก้ไข เพื่อให้มีความสอดคล้องกับตัวพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจนี้ โดยในร่าง พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจนี้ มีประเด็นที่สำคัญอยู่ 5 ประการ คือ
ประการแรก การก่อให้เกิดสัญญาหลักประกัน สัญญาหลักประกันทางธุรกิจ คือ สัญญาที่ผู้ให้หลักประกันตราทรัพย์สินไว้ให้ผู้รับหลักประกัน เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้โดยไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สินนั้น กรณีการ
ไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันนั้นเป็นการแก้ไขข้อจำกัดของการจำนำที่ผู้ประกอบการยังคงมีสิทธิในการใช้สอยทรัพย์สินนั้นๆ อยู่ และสามารถเข้าถึงแหล่งลงทุนได้สะดวกมากขึ้น
การทำสัญญาหลักประกันนั้นกฎหมายกำหนดให้ต้องทำเป็นหนังสือ มิฉะนั้นจะตกเป็นโมฆะ และหากต้องการที่จะให้สัญญานี้มีผลใช้ยันบุคคลภายนอกด้วยนั้น ต้องจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานทะเบียนด้วย มิเช่นนั้นจะมีผลเพียงบังคับระหว่างคู่สัญญาเท่านั้น ทรัพย์สินที่กฎหมายกำหนดให้สามารถนำมาเป็นหลักประกันได้ ได้แก่ (1) ประเภทกิจการ คือทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบกิจการต่างๆ เช่น โรงงาน ที่ดิน รถยนต์ หรืออุปกรณ์สำนักงาน
(2) ประเภทสิทธิเรียกร้อง คือ สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่น (3) ประเภทสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ประกอบการใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น สินค้าคงคลัง หรือวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า (4) ประเภทอสังหาริมทรัพย์ แต่เฉพาะในกรณีที่ผู้ให้หลักประกันประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรงเท่านั้น เช่น หมู่บ้านจัดสรร เป็นต้น (5) ประเภททรัพย์สินทางปัญญา และ (6) ทรัพย์สินอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง อันเป็นการเปิดช่องไว้สำหรับอนาคตในกรณีที่กฎหมายนี้ไม่ครอบคลุม
ประการที่สอง สิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา ในส่วนของผู้ให้หลักประกันนั้นมีสิทธิในการครอบครองทรัพย์สินที่นำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ มีสิทธิในการตรวจสอบจำนวนหนี้ว่าเป็นจำนวนเท่าใด โดยผู้รับหลักประกันจะต้องแจ้งจำนวนหนี้ที่ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด มีสิทธิไถ่ถอนทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันในเวลาใดๆ ก็ได้ และมีสิทธิได้รับหนังสือยกเลิกการจดทะเบียนจากผู้รับหลักประกัน เมื่อหนี้ระงับสิ้นไป หรือเมื่อคู่สัญญาตกลงให้ยกเลิกสัญญา
อย่างไรก็ตาม ผู้ให้หลักประกันยังคงมีหน้าที่ในการใช้ความระมัดระวังและฝีมือเพื่อรักษาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน เช่น วิญญูชนควรกระทำและมีหน้าที่ในการจัดทำบัญชีทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันตามที่กำหนดในกฎกระทรวง นอกจากนี้ ผู้ให้หลักประกันยังคงมีหน้าที่อนุญาตให้ผู้รับหลักประกันเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันและบัญชีทรัพย์สินในระยะเวลาอันสมควร
ในส่วนของผู้รับหลักประกันนั้นจะมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่เป็นประกันก่อนเจ้าหนี้สามัญ และยังคงมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนสิทธิในหลักประกันเหนือทรัพย์สินนั้นๆ และหากหลักประกันนั้นเป็นสิทธิเรียกร้องผู้รับหลักประกันมีหน้าที่ทำหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องนั้นว่า สิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ถูกนำมาเป็นหลักประกัน มิฉะนั้นจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้ไม่ได้
ประการที่สาม การบังคับหลักประกันทางธุรกิจ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท กล่าวคือ กรณีหลักประกันเป็นทรัพย์สิน และกรณีหลักประกันเป็นกิจการ ในกรณีที่หลักประกันดังกล่าวเป็นทรัพย์สิน กฎหมายกำหนดวิธีการที่อาจบังคับหลักประกันได้ 2 วิธี คือ การจำหน่ายทรัพย์สินนั้น หรือการเอาทรัพย์สินนั้นหลุดเป็นสิทธิ ซึ่งจะทำได้เฉพาะในกรณีที่ลูกหนี้ค้างชำระหนี้ อันเป็นต้นเงินเท่ากันหรือมากกว่ามูลค่าทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน และลูกหนี้ได้ขาดส่งดอกเบี้ยมาแล้วเป็นเวลา 5 ปี โดยไม่มีหลักประกันอื่นๆ อีก
เมื่อผู้รับหลักประกันตัดสินใจที่จะบังคับหลักประกันโดยมีหนังสือแจ้งเหตุบังคับหลักประกันแล้ว ห้ามมิให้ผู้รับหลักประกันจำหน่าย จ่าย โอนทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน หรือทำการใดๆ อันทำให้ทรัพย์สินนั้นเสื่อมราคาหรือบุบสลาย พร้อมทั้งหลักประกันให้ผู้รับใช้สิทธิเข้าครอบครองทรัพย์สินนั้น โดยไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และในการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันนั้น ผู้รับหลักประกันจะต้องใช้ความระมัดระวังเช่นเดียวกับวิญญูชนพึงบฏิบัติในสถานการณ์เช่นนั้น
กรณีการบังคับหลักประกันที่เป็นกิจการนั้น ผู้ที่มีอำนาจบังคับหลักประกันจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตและมีคุณสมบัติไม่ต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด และผู้บังคับหลักประกันจะต้องมีความเป็นอิสระและเป็นกลาง นับแต่วันที่ได้รับเลือกหรือแต่งตั้งเป็นผู้บังคับหลักประกัน โดยหน้าที่สำคัญของผู้รับหลักประกันคือ จะต้องบำรุง รักษา จัดการ และดำเนินกิจการที่เป็นหลักประกันจนกว่าจะจำหน่ายกิจการนั้นได้
ประการที่สี่ ความระงับสิ้นไปแห่งสัญญาธุรกิจ กฎหมายได้กำหนดเหตุแห่งการระงับไปแห่งสัญญาค้ำประกันไว้ 4 เหตุ คือ หนี้ที่ประกันนั้นระงับสิ้นไป ผู้รับหลักประกันและผู้ให้หลักประกันตกลงกันเป็นหนังสือให้ยกเลิกสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ มีการไถ่ถอนทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน และมีการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันในการบังคับ
หลักประกัน หรือเมื่อทรัพย์สินนั้นๆ หลุดเป็นของผู้รับหลักประกัน
ในกรณีที่หนี้ขาดอายุความแล้วนั้น ผู้รับหลักประกันจะบังคับหลักประกันได้ แต่จะเรียกดอกเบี้ยที่ค้างชำระตามสัญญาหลักประกันทางธุรกิจเกินกว่า 5 ปีไม่ได้
ประการที่ห้า บทกำหนดโทษ ในร่างพระราชบัญญัตินี้ได้กำหนดโทษไว้ 3 กรณี คือ กรณีที่บุคคลผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับสัญญาหลักประกันกระทำการโดยเจตนาและมีเจตนาพิเศษ กฎหมายได้กำหนดโทษจำคุกและโทษปรับไว้ เช่น เจตนาโดยทุจริตแสดงข้อความอันเป็นเท็จ
กรณีต่อมาคือ กรณีบุคคลมีหน้าที่กระทำการ แต่ไม่กระทำการกฎหมายได้กำหนดโทษปรับไว้สำหรับกรณีนี้ เช่น ละเว้นไม่ไปแก้ไขรายการจดทะเบียน หรือยกเลิกการจดทะเบียน และกรณีสุดท้ายคือ เป็นการลงโทษผู้แทนนิติบุคคลที่นิติบุคคลได้กระทำผิดตามกฎหมายนี้ และผู้แทนนิติบุคคลนั้นได้กระทำการอันเข้าองค์ประกอบของความผิดผู้แทนนั้นๆ ย่อมมีความผิดด้วย
แม้ว่ากฎหมายหลักประกันทางธุรกิจนี้จะเป็นกฎหมายแพ่ง แต่จำต้องกำหนดโทษทางอาญาเพราะกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจเป็นเครื่องมือใหม่ในทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบหลักประกันที่สร้างขึ้นใหม่
นอกจากนี้ ทรัพย์สินที่นำมาเป็นหลักประกันนั้นอยู่ในความครอบครองของลูกหนี้ผู้ให้หลักประกัน ซึ่งสามารถนำทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันออกใช้สอย จึงเกิดเป็นช่องทางและโอกาสที่สะดวกหากลูกหนี้จะฉ้อฉลโกงเจ้าหนี้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องกำหนดโทษทางอาญาไว้สำหรับกฎหมายฉบับนี้
จะเห็นได้ว่าร่างพระราชบัญญัตินี้ได้สร้างเครื่องมือทางกฎหมายเพิ่มเติมเพื่อเป็นหลักประกันทางธุรกิจนอกเหนือจากที่กฎหมายเดิมได้กำหนดไว้แล้ว จึงอาจกล่าวได้ว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีข้อดี คือเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดความเสมอภาคแก่ผู้ประกอบกิจการในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้โดยตรง โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการรายใหญ่ก็จะได้รับประโยชน์ด้วยเช่นกัน กล่าวคือ สามารถระดมเงินทุนได้สะดวกขึ้น ง่ายขึ้น และหลากหลายมากยิ่งขึ้น ซึ่งในกรณีนี้ผู้ประกอบการทั้งหลายไม่จำต้องส่งมอบทรัพย์สินไว้เป็นหลักประกัน อันจะส่งผลให้ธุรกิจยังสามารถดำเนินต่อไปได้ นอกจากนี้การจดทะเบียนหลักประกันที่จัดตั้งขึ้นเฉพาะตามกฎหมายนี้ จะช่วยให้เจ้าหนี้สามารถตรวจสอบถึงสถานะของทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน หรือที่กำลังจะเป็นหลักประกันว่ามีสถานะอย่างไร ซึ่งจะเอื้อต่อการประกอบธุรกิจและกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
การที่ร่างกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้มีกระบวนการในการบังคับหลักประกันอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องพึ่งกระบวนการทางศาลนั้น เป็นการลดภาระในการพิจารณาคดีของศาล และจะส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเนื่องจากข้อจำกัดเรื่องหลักประกันได้ลดลง ดังนี้อาจกล่าวได้ว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ส่งผลดีให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย คือ ผู้ประกอบการ ผู้ให้กู้ (สถาบันการเงิน ธนาคาร) รวมไปถึงธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำกับดูแลเศรษฐกิจของประเทศด้วย
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะประกาศใช้ ทางผู้ประกอบการและทางสถาบันการเงินควรเตรียมพร้อมและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายเกี่ยวกับหลักประกันทางธุรกิจในเบื้องต้นเสียก่อน และหากผู้ประกอบการต้องการที่จะลงทุนหรือขยายการลงทุนควรจะต้องสำรวจ ประเมินและจัดทำรายการทรัพย์สินของตนให้พร้อมสำหรับใช้เป็นหลักประกันในทางธุรกิจ
ในส่วนของสถาบันการเงินนั้นควรเตรียมบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายนี้ว่าเป็นอย่างไร อะไรสามารถใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้บ้าง และมีวิธีการดำเนินการจดทะเบียนอย่างไร รวมไปถึงวางแผนรองรับการเป็นผู้รับหลักประกันทางธุรกิจ โดยเฉพาะระเบียบข้อบังคับ การประเมินราคาทรัพย์สิน กฎหมาย และด้านเทคโนโลยี
นอกจากนี้ ควรปรับปรุงให้ระบบการจำนองและระบบหลักประกันทางธุรกิจให้มีความเป็นเอกภาพและสอดคล้องกัน เนื่องจากการจดทะเบียนของทั้งสองระบบนั้นแตกต่างกัน อาจจะทำให้เกิดความสับสนได้ในทางปฏิบัติ
สุดท้ายนี้ บุคคลที่จะมาทำหน้าที่ผู้บังคับหลักประกันควรจะต้องเป็นบุคคลที่มีความสามารถและความเชี่ยวชาญทางด้านการเงิน กฎหมาย หรือทางบัญชี เพื่อให้สามารถบังคับหลักประกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ซึ่งขณะนี้ทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับกฎหมายฉบับนี้ โดยการจัดตั้งสำนักงานทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจขึ้น เพื่อเข้ามาดูแลการปฏิบัติตามกฎหมาย และให้ความรู้แก่บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สุดท้ายนี้ จะต้องทำความเข้าใจว่ากฎหมายหลักประกันทางธุรกิจเป็นเครื่องมือใหม่ที่เสริมเพิ่มขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกที่เพิ่มขึ้นในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน มิได้ไปมีผลเป็นการยกเลิกประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เรื่องจำนำ จำนอง แต่อย่างใด และการที่จะทำให้กฎหมายฉบับนี้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้นั้น จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการ และสถาบันการเงินในการปฏิบัติตามกฎหมาย อันจะช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่อไป







