posttoday
เศรษฐกิจไทยเฉา ‘ประยุทธ์’ ลากยาวเศรษฐกิจไทยเฉา

เศรษฐกิจไทยเฉา ‘ประยุทธ์’ ลากยาวเศรษฐกิจไทยเฉา

09 กันยายน 2558

 

 

‘ประยุทธ์’ ลากยาวเศรษฐกิจไทยเฉา
ชลลดา อิงศรีสว่าง

เศรษฐกิจของประเทศจะเป็นอย่างไรต่อไป เป็นคำถามที่ผุดขึ้นมาในใจของคนไทยทันที หลังจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คว่ำร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา เพราะเป็นที่ชัดเจนว่ารัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะอยู่บริหารประเทศต่อไปอีกยาวนานกว่า 2 ปี

สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากนี้ไป เป็นสิ่งที่ถูกจับตามองมาก เนื่องจากเศรษฐกิจไทยกำลังสะบักสะบอมทั้งจากปัญหาภายนอกและปัญหาภายใน
รุมเร้า เพราะการที่ประเทศไทยยังถูกบริหารด้วยรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร จะไม่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ จะทำให้สถานการณ์การค้าการส่งออกของไทยที่คิดเป็น 60-70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะแย่ลงหรือไม่

พรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศเปิดที่อาศัยการค้า การลงทุน จากต่างชาติมากกว่าการบริโภคในประเทศ ดังนั้นการเลื่อนการเลือกตั้งออกไป และรัฐบาลจำเป็นต้องอยู่ยาวจะทำให้เกิดแรงกดดันจากต่างประเทศและภายในประเทศ

แรงกดดันจากต่างประเทศที่ได้รับจะมาจากประเทศเสรีนิยม โดยเฉพาะสหรัฐ และสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย ไม่สบายใจ และอาจจะมีมาตรการกีดกันทางการค้าโดยตรงและโดยอ้อมออกมา ทำให้ปัญหาหลายด้านที่รัฐบาลกำลังเผชิญอยู่ เช่น ปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหาการไม่ดูแลทรัพยากรทางทะเลในการทำประมง ไม่สามารถแก้ไขให้ผ่านไปได้ง่าย

“ปัญหาอาจจะแย่กว่านี้ หากประเทศมหาอำนาจเหล่านี้ใช้แรงกดดันผ่านประเทศอื่นที่เป็นคู่ค้าให้แซงชั่นการค้าขายกับไทย แต่หากเขาเข้าใจว่าการเลื่อนการเลือกตั้งเป็นเพราะความจำเป็นจริงๆ สถานการณ์ก็อาจจะไม่แย่มากนัก” พรายพล กล่าว

การที่ทั้งนักธุรกิจ นายธนาคาร และ
นักวิชาการ เป็นห่วงในภาคต่างประเทศก็ไม่นับว่าเป็นความห่วงกังวลเกินกว่าเหตุ หากเศรษฐกิจไทยไม่ผูกไปกับภาคการค้าระหว่างประเทศมากจนเกินไป

แหล่งข่าวจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า สไตล์การบริหารงานของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจใหม่คือรองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นั้น หากทางตะวันตกไม่สนใจเราก็จะหันไปพึ่งพาจีน ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจใหม่ทางเศรษฐกิจโลก หันไปขยายตลาดการค้า การลงทุน การท่องเที่ยวกับจีน

แต่ขณะนี้สถานการณ์ไม่เอื้อให้ทำเช่นนั้นได้ จีนเองก็กำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจฟองสบู่ที่กำลังรอวันแตก แม้รัฐบาลจีนจะเจาะฟองสบู่ให้เล็กลงเป็นระยะด้วยการออกมาตรการหลายด้านสกัดความร้อนแรงของตลาดหุ้นและตลาดเงิน รวมทั้งภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่ดูไปแล้วยังเอาไม่อยู่ จนธนาคารกลางของจีนต้องประกาศลดอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงลง 5% เพื่อให้เงินหยวนอ่อนค่า

แม้ปัญหาในจีนจะสงบลงชั่วคราว แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าจะปะทุขึ้นมาอีกเมื่อไหร่ ตัวเลขการค้าต่างประเทศในเดือน ส.ค.ของจีนร่วงลงทั้งขาเข้าและขาออก ตอกย้ำถึงผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว โดยยอดการนำเข้าของจีนในสกุลเงินหยวนลดลง 14.3% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เป็นการลดลงเป็นเดือนที่สิบติดต่อกัน

ส่วนตัวเลขการส่งออกเดือน ส.ค.ดิ่งลง 6.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยภาพรวมยอดเกินดุลการค้าของจีนในเดือน ส.ค.พุ่งสูงเกือบ 40% จากเดือน ก.ค.มาอยู่ที่ 368,000 แสนล้านหยวน (57,800 ล้านเหรียญสหรัฐ)
 
ตัวเลขการค้าของจีนที่ออกมาสะท้อนถึงขาลงของเศรษฐกิจโลก และน่าจะแผ่วต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีนี้เป็นอย่างน้อย แม้เศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัว แต่ยังไม่เพียงพอที่จะช่วยกระตุ้นความต้องการสินค้าของโลกได้มากนัก

แม้ไทยจะหันไปซบจีน แต่เมื่อสัดส่วนการค้าของไทยและจีนมีมากถึง 20% ของภาคการค้าระหว่างประเทศ การที่ไทยจะหันไปซบจีนแทนประเทศที่กดดันรัฐบาลไทย ก็คงจะช่วยอะไรไม่ได้มากนักในสถานการณ์เช่นนี้

การที่เศรษฐกิจโลกยังชะลอตัว ทำให้คู่ค้ารายใหญ่ของไทย ทั้งจีน อาเซียน ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป มีสภาพไม่แตกต่างจากไทยเท่าไหร่ ทำให้เครื่องยนต์ที่จะใช้เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจดับลงเกือบทั้งหมด

ใน 1 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เน้นที่จะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและปฏิเสธประชานิยม เพราะเห็นว่าเป็นบ่อเกิดแห่งความอ่อนแอของสังคม และการคอร์รัปชั่น ประจวบกับรัฐบาลมีปัญหาฐานะการคลังที่ต้องขาดดุลงบประมาณสูง เป็นผลต่อเนื่องของโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลที่แล้ว ที่ใช้เงินในโครงการนี้ไปแปดแสนกว่าล้านบาท และสร้างภาระหนี้จากการขาดทุนประมาณ 5 แสนกว่าล้านบาท

เมื่อคลังไม่มีความคล่องตัวทางงบประมาณ ไม่มีเงินมากพอจะช่วยเหลือเกษตรกรที่กำลังลำบากจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำตลอดทั้งปี และยืนยันจะไม่กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างผิดทิศผิดทาง ทำให้การบริโภคของประชาชนหดตัวลงมาก สะท้อนออกมาในดัชนีเงินเฟ้อของประเทศที่ติดลบต่อเนื่องตลอดทั้งปี

รัฐบาลเองก็เหมือนจะรู้ว่าหวังพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศไม่ได้ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจ และปรับนโยบายเศรษฐกิจแบบหน้ามือเป็นหลังมือ จากที่ประกาศจะไม่ใช้นโยบายประชานิยม ก็ต้องหยิบโครงการฉีดเงินสู่รากหญ้าขึ้นมาใช้ โดยใช้เงินนอกงบประมาณจากการใช้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ทั้งธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นเครื่องมือสำคัญ

สิ่งที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลจะต้องทำจากนี้เป็นต้นไปคือ การเพิ่มปริมาณเงินในระบบให้หมุนเวียนมากขึ้นด้วยการดำเนินนโยบายต่างๆ ทำให้แรงซื้อจากกลุ่มรากหญ้าฟื้นตัว ทั้งการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านกองทุนหมู่บ้านวงเงิน 6 หมื่นล้านบาท โครงการลงทุนขนาดเล็กผ่านตำบลละ 5 ล้านบาท วงเงิน 36,275 ล้านบาท การเร่งรัดโครงการลงทุนขนาดเล็กไม่เกิน 1 ล้านบาท

รัฐบาลรวมเงินว่าใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น 1.3 แสนล้านบาท แต่ก็ยอมรับว่าไม่ได้หวังผลจากการกระตุ้นเศรษฐกิจว่าจะทำให้จีดีพีขยายตัวเท่าไหร่ แต่เน้นว่าจะทำให้เกิดการจ้างงาน เกิดเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลก็ออกสารพัดมาตรการที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้อยู่รอดได้ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ ย้ำว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยเป็นปัญหาโครงสร้างที่เรามัวแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าจนขาดการวางยุทธศาสตร์ชาติมานานแล้ว เมื่อเป็นปัญหาโครงสร้างจะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรก็ทำได้แค่พยุง ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตในอัตราสูงได้เหมือนในอดีต

“สิ่งที่รัฐบาลควรจะต้องทำคือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระหว่างที่รอให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ไทยไม่เป็นประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานต่ำอีกแล้ว ไม่อาจใช้ค่าเงินอ่อนช่วยให้ส่งออกได้มากขึ้น จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อที่จะอยู่รอด” ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าว

หลายฝ่ายประเมินว่า การลากยาวเพื่อบริหารประเทศของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จะเผชิญแรงกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ แรงกดดันที่สำคัญที่สุดคือความคาดหวังของประชาชนที่เทใจให้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะบริหารประเทศให้ดีขึ้น แต่หากไม่สามารถบริหารให้เศรษฐกิจฟื้นขึ้นมาได้ แรงกดดันจะกลับมาที่รัฐบาลเอง

แหล่งข่าวจาก ส.อ.ท. เปิดเผยว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐจากนี้ไป จะเน้นการบริโภคในประเทศ เพราะการส่งออกคงจะหวังพึ่งพาให้กระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ ส่วนใหญ่จะเป็นการสร้างหนี้ครัวเรือนเพิ่ม เพราะใช้วิธีการพักหนี้เก่าไว้ ให้เงินกู้ใหม่ไปใช้จ่าย ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นแต่ช่วงสั้น และไม่ยั่งยืน รัฐต้องรีบเข็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ออกมาจะช่วยให้การบริโภคฟื้นตัวอย่างยั่งยืน
ต่อเนื่อง และจะมีผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวมมากกว่า

การเร่งบริโภคด้วยการสร้างหนี้นั้น เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง หอการค้าไทยเปิดเผยผลการวิจัยว่า จำนวนครัวเรือนที่เป็นหนี้ในระดับเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ราว 11.15 ล้านครัวเรือน (11,151,934 ถึง 12 ล้านครัวเรือน) มีหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 248,004 บาท ในปี 2558 ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ หนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้น 12% ในปี 2555-2556 และเพิ่มขึ้น 13% ในปี 2558

ผลวิจัยระบุว่า ระดับการเป็นหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ในระดับสูง การเป็นหนี้ในระดับสูงเป็นผลจากปัญหารายได้ไม่เพียงพอมากกว่าการใช้จ่ายเงินเกินตัวหรือไม่มีวินัยทางการเงิน ระยะหลังเป็นผลจากการกระตุ้นภาคการบริโภคแบบประชานิยม หากกองทุนหมู่บ้านและโครงการลงทุนขนาดเล็กก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียน การจ้างงาน การประกอบอาชีพ การยกระดับมูลค่าและคุณภาพสินค้าหรือบริการที่ผลิต

ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงจะกลายเป็นกับดักที่ถ่วงเศรษฐกิจในระยะต่อไป

การลากยาวในการบริหารประเทศของรัฐบาลจะเป็นดาบสองคมที่จะบาดมือ พล.อ.ประยุทธ์ หากบริหารเศรษฐกิจได้ดี คะแนนนิยมจะพุ่งพรวด แต่หากบริหารไม่ดี จะยิ่งทำให้คะแนนนิยมและความมั่นใจในรัฐบาลลดลง ซึ่งดูจากปัจจัยในประเทศและต่างประเทศแล้วแนวโน้มจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้ดีขึ้นบนความคาดหวังของประชาชนนั้นไม่ง่าย

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง