posttoday
เข็นลงทุนชี้ชะตา กระตุ้นเศรษฐกิจ

เข็นลงทุนชี้ชะตา กระตุ้นเศรษฐกิจ

08 กันยายน 2558

ผ่านครึ่งปีได้ไม่นาน สถาบันการเงินชั้นนำของโลกเริ่มปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ 2% แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยยังชะลอตัวไม่ถึงจุดต่ำสุด เนื่องจากเครื่องยนต์ขับเคลื่อนยังพังซ่อมไม่สำเร็จ ทั้งการส่งออกขยายตัวติดลบมาก

ผ่านครึ่งปีได้ไม่นาน สถาบันการเงินชั้นนำของโลกเริ่มปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ 2% แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยยังชะลอตัวไม่ถึงจุดต่ำสุด เนื่องจากเครื่องยนต์ขับเคลื่อนยังพังซ่อมไม่สำเร็จ ทั้งการส่งออกขยายตัวติดลบมาก

การบริโภคภาคเอกชนหมดแรงเพราะไม่มีเงิน การลงทุนภาคเอกชนยังเข็นไม่ขึ้น เพราะไม่เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นตามที่รัฐบาลคาด และการลงทุนภาครัฐก็ยังล่าช้า เงินค้างท่อหลายแสนล้านบาท

แม้ว่าหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง ยังคาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ยังขยายตัว
ได้ 3% ก็เป็นเพียงเป้าที่ตั้งไว้สร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ส่วนการทำให้ได้ตามเป้านั้นเลือนรางมากขึ้นทุกที

ที่เป็นเช่นนั้น เพราะเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกขยายตัวได้ 2.9% และทุกฝ่ายคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจครึ่งปีหลังอาการหนักกว่าครึ่งปีแรก ดังนั้นเมื่อรวมทั้งปีเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ถึง 3% แทบเป็นไปไม่ได้ แต่จะให้เศรษฐกิจไหลลงลึกไปถึง 2% เป็นเรื่องที่รัฐบาลรับไม่ได้ โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาล เพราะจะทำให้เสียเครดิตในการบริหารแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศล้มเหลว

เศรษฐกิจไทยที่แย่มาถึงจุดนี้ เป็นที่รู้กันว่ามีเพียงการลงทุนภาครัฐเท่านั้นที่จะดึงเศรษฐกิจที่ไถลลงจากหน้าผาให้ขึ้นมาได้

ลำพังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดแรก เรื่องการปล่อยสินเชื่อกองทุนหมู่บ้าน การแจกเงินตำบลละ 5 ล้านบาท การเร่งลงทุนโครงการขนาดเล็กไม่ถึง 1 ล้านบาท วงเงิน 1.36 แสนล้านบาท เป็นเพียงแค่ยาห้ามเลือดไม่ให้เศรษฐกิจไทยอาการโคม่าไปมากกว่านี้

อภิศักดิ์ ตันติวงวงศ์ รมว.คลัง ก็ออกมายอมรับว่า มาตรการกระตุ้นรอบแรกเป็นการพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ลงลึกไปมากกว่านี้ เพราะหากเป็นเช่นนั้นจะแก้ไขได้ยาก และต้องใช้เงินจำนวนมากขึ้นเพื่อที่จะดึงเศรษฐกิจไทยให้พ้นจากปากเหลว

อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่เป็นหัวใจสำคัญของการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย ก็เต็มไปด้วยปัญหา ทั้งงบลงทุนของปีงบประมาณ 2558 วงเงิน 4.15 แสนล้านบาท เบิกจ่ายได้ 2.39 แสนล้านบาท หรือ 57% ยังมีงบลงทุนที่ยังไม่ได้เบิกจ่ายอีกถึง 1.76 แสนล้านบาท ซึ่งเหลือเวลาเบิกจ่ายเดือนเดียว คาดว่าจะมีงบลงทุนค้างท่อส่วนนี้ไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ ในส่วนของงบประจำปีงบประมาณ 2558 วงเงิน 2.15 ล้านล้านบาท เบิกจ่ายได้ 1.95 ล้านล้านบาท หรือ 90% เห็นเป็นตัวเลขที่สูง แต่ในจำนวนนี้มีงบลงทุนในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรวมอยู่ด้วยกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งมีปัญหาเบิกจ่ายไม่ได้เช่นกัน

ขณะเดียวกันงบลงทุนเหลื่อมปีวงเงิน 3.51 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นงบลงทุนที่รัฐบาลเร่งเบิกจ่ายให้เงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่ปรากฏว่าเบิกจ่ายได้เพียง 1.99 แสนล้านบาท หรือ 56% คาดว่าสิ้นเดือนนี้จะมีเงินค้างท่ออีกไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท เหมือนกับงบลงทุนปีงบประมาณ 2558

ด้านงบลงทุนพิเศษลงทุนในโครงการซ่อมสร้างถนนและบริหารจัดการน้ำ 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการระยะสั้นทำให้เสร็จภายใน 1 ปี ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ทีมเศรษฐกิจชุดเก่า ตอนนี้วงเงินกู้งวดแรก 3,000 ล้านบาท ก็ยังเบิกจ่ายไม่หมด รวมถึงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจปีงบประมาณ 2558 วงเงิน 3.28 แสนล้านบาท ถึงเดือน ก.ค. 2558 รัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายงบลงทุน 1.57 แสนล้านบาท เพียงครึ่งเดียวของงบลงทุน

เมื่อรวมงบลงทุนจากที่ต่างๆ ของปีงบประมาณ 2558 จะพบว่า มีงบลงทุนที่ค้างท่อ 4-5 แสนล้านบาท ที่ไม่สามารถเข็นให้เงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ ทำให้เศรษฐกิจนอกจากไม่ฟื้นและยิ่งนับวันยิ่งทรุดลงไปเรื่อย

การลงทุนที่ล่าช้า มีทั้งโครงการเล็กและโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายของทีมเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาล หากไม่ปลดล็อกเงินลงทุนให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ เศรษฐกิจไทยก็ยังต้องหาจุดต่ำสุดต่อไป

จะเห็นว่า การลงทุนขนาดเล็กที่คิดว่าจะทำได้เร็วในปีงบประมาณ 2558 ยังทำได้ล่าช้า ดังนั้นงบลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจล็อตแรก ทั้งงบลงทุนตำบลละ 5 ล้านบาท การเร่งลงทุนโครงการขนาดเล็กไม่เกิน 1 ล้านบาท วงเงินกว่า 7 หมื่นล้านบาท ที่ตั้งเป้าจะทำให้เสร็จภายใน 3 เดือน เพื่อให้มีผลกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ให้มากที่สุด เห็นว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้ตามที่คาดฝันไว้

ที่เป็นเช่นนั้น โครงการลงทุนตำบลละ 5 ล้านบาท ยังไม่มีโครงการ ด้วยต้องให้ผู้ว่าฯ เป็นผู้พิจารณาและต้องผ่านขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะเบิกจ่ายได้หมด ขณะที่การลงทุนโครงการขนาดเล็กไม่ถึง 1 ล้านบาท เป็นโครงการที่มีอยู่ในปีงบประมาณ 2559 อยู่แล้ว 1.6 แสนหมื่นล้านบาท ส่วนนี้อาจจะทำได้เสร็จภายใน 3 เดือน แต่ส่วนที่เหลืออีก 2.4 หมื่นล้านบาท ยังไม่โครงการ ต้องหามาเติมให้ครบในภายหลัง

แค่ลำพังโครงการขนาดเล็กยังต้องเข็นกันหืดจับ ไม่ต้องพูดถึงโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ทั้งรถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง ถนนมอเตอร์เวย์ ซึ่งมีเม็ดเงินรวมกันเป็นล้านล้านบาท ถือเป็นโครงการลงทุนที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง แต่ปรากฏว่าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไม่สามารถจะเข็นให้มีการลงทุนเกิดขึ้นเพื่อให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เลย

มีเพียงโครงการมอเตอร์เวย์เท่านั้น ที่ผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี แต่กว่าจะเริ่มดำเนินการเวนคืนที่ดินและเริ่มลงมือก่อสร้าง ก็คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกนาน อย่างเร็วที่จะได้เห็นก็คงต้องรอถึงปีหน้า

ดังนั้น จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของทีมเศรษฐกิจ หากไม่สามารถเข็นให้เม็ดเงินการลงทุนขนาดใหญ่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในปีนี้ หรือปีหน้า เศรษฐกิจไทยก็คงหมดหวัง เพราะหากการลงทุนขนาดใหญ่ไม่เดิน การดึงการลงทุนภาคเอกชนให้เดินตามก็เป็นเรื่องที่ได้แต่หวัง ทำให้เกิดขึ้นจริงได้ยาก ถึงจะให้แรงจูงใจอย่างไร เอกชนก็ไม่ยอมลงทุนอยู่ดี

สุดท้าย เมื่อเอกชนรายใหญ่ไม่ลงทุนเพิ่ม ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็ฟื้นหาทางรอดได้ยาก เพราะรายใหญ่ไม่ลงทุนเอสเอ็มอีก็ไม่รู้จะทำของไปขายให้ใคร ทั้งหมดทำให้ประมาณการได้ว่าเศรษฐกิจไทยพ้นจากปากเหวได้ยาก ตราบใดที่รัฐบาลไม่สามารถเข็นเม็ดเงินการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ให้เข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท