
ติดเครื่องอนุรักษ์พลังงาน
โดย...ทวารัฐ สูตะบุตร
โดย...ทวารัฐ สูตะบุตร
การอนุรักษ์หรือประหยัดพลังงาน ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องปฏิบัติกันอย่างจริงจังทั้งระดับชาติลงมาถึงหน่วยงาน องค์กร และการใช้ชีวิตประจำวัน หากมีการวางแผนที่ดีจะสามารถลดการใช้พลังงานได้เป็นจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการเลือกใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพร่วมกับการลดความต้องการใช้พลังงานลง ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น การเพิ่มรายได้ของระบบ เพิ่มคุณภาพของสิ่งแวดล้อม และเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานของชาติอีกด้วย
กระทรวงพลังงานได้ผลักดันแผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2558–2579 (Energy Efficiency Plan : EEP 2015) โดยผ่านมติเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา
ในระยะ 1 เดือนที่ผ่านมา ได้เร่งเดินหน้าทำงานตามแผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2558–2579 โดยยึดหลักมาตรการในหลายด้าน ซึ่งได้เริ่มจากเรื่องใกล้ตัวก่อน นั่นคือ มาตรการประหยัดพลังงานภาครัฐ สนพ.
ได้ประสานหน่วยงานต่างๆ ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ช่วยกันปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานของข้าราชการและลูกจ้างด้วยวิธีง่ายๆ เช่น ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส จาก 25 เป็น 26 องศาเซลเซียส ช่วยประหยัดได้ 10% ล้างเครื่องปรับอากาศอย่างสม่ำเสมอ ช่วยประหยัดได้ 5% ดูแลระบบแสงสว่างโดยปิดดวงที่ไม่จำเป็น ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงโดยตรวจเช็กเครื่องยนต์เป็นประจำ วางแผนก่อนเดินทาง
ขณะเดียวกัน สนพ.กำลังพิจารณาจะให้การช่วยเหลือและส่งเสริมหน่วยงานภาครัฐประหยัดพลังงานที่เห็นผลจริงจัง ได้แก่ การเปลี่ยนหลอดไฟในหน่วยงานเป็นหลอดแอลอีดี การเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศที่มีอายุการใช้งานเกิน 10 ปี เป็นระบบอินเวอร์เตอร์ การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา และส่งเสริมหน่วยงานที่เป็นแคมปัสให้มีการใช้รถจักรยานแทนรถยนต์เพื่อช่วยลดภาระรายจ่ายงบประมาณภาครัฐ
นอกจากนี้ สนพ.กำลังเดินหน้าผลักดันมาตรการต่างๆ ตามแผนอนุรักษ์พลังงานไปยังผู้เกี่ยวข้อง อาทิ
มาตรการประหยัดพลังงานโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม ที่มีอยู่ในปัจจุบันกว่า 8,000 แห่งนั้น สนพ.ได้ประสานแผนปฏิบัติการกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ให้มีความเข้มข้นขึ้น โดยได้เริ่มขึ้นทะเบียนผู้ตรวจสอบและรับรองการจัดการพลังงาน เพื่อเข้าไปตรวจสอบการใช้พลังงานในโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมแต่ละแห่งอย่างจริงจังแล้ว เป็นกลไกกำกับดูแลให้เจ้าของโรงงานและอาคารต้องตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงานในโรงงาน/อาคารของตน ต้องกำหนดเป้าหมายลดการใช้พลังงานและดำเนินการตามแผนงาน มาตรฐาน หลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
ปรับแนวทางการช่วยเหลือหรือสนับสนุนจาก Cost Base หรือเทียบกับเงินลงทุน โดยเปลี่ยนเป็นอ้างอิงตาม Performance Base หรือผลที่ประหยัดได้จริง คาดว่าจะทำให้เห็นผลประหยัดพลังงานที่จับต้องได้ 620 ktoe/ปี ซึ่งเดิมประเมินไว้ 586 ktoe/ปี
มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานโดยผู้ให้บริการ หรือ EERS (Energy Efficiency Resource Standard) ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ที่มีหลักการ คือ ผู้ให้บริการพลังงานไฟฟ้าจะเป็นผู้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานของผู้บริโภคไฟฟ้า หรือเป็นการประหยัดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าด้วยการชะลอการลงทุนในหน่วยผลิตใหม่ๆ ที่มีต้นทุนการผลิตสูงกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมาตรการนี้กำหนดว่าจะเริ่มใช้ในปี 2566 แต่ผู้เข้าร่วมประชุม Focus Group สนับสนุนให้ สนพ.เลื่อนเข้ามาให้เร็วขึ้นภายในปี 2560
ผมคาดว่ากรณีนี้จะทำให้เกิดผลประหยัดไฟฟ้า 210 GWh
มาตรการสนับสนุนการลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่าง กระทรวงพลังงานได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานให้นำร่องทดสอบการใช้งานแอลอีดีชนิด T8 ในอาคารของรัฐมากกว่า 1.5 ล้านหลอด เกินกว่าแผนงานที่คาดไว้ 1 ล้านหลอด ตลอดจนได้นำร่องใช้แอลอีดีรูปแบบโคมไฟถนนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ โดยนำไปใช้ในเขตชุมชนเมืองและบนถนนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในการก่อเหตุรุนแรง พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และประชาชนในพื้นที่ได้เห็นประโยชน์ได้อาศัยแสงสว่างจากโคมไฟถนนแล้วทำให้อุ่นใจมากขึ้นจากการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
อย่างไรก็ตาม แอลอีดีมีราคาแพงกว่าหลอดทั่วไปถึง 3 เท่า ทาง กฟผ.จึงได้นำร่องด้านการตลาด โดยร่วมมือกับบริษัทผู้ประกอบการพัฒนาประสิทธิภาพเครื่องใช้ไฟฟ้าและติดฉลากเบอร์ 5 เรียบร้อยแล้ว และนำแอลอีดีชนิด Bulb บรรจุในกล่อง กฟผ. 2 ล้านหลอด ราคาพิเศษ เฉลี่ย 115 บาท/1 ชิ้น ถูกกว่าราคาเฉลี่ย 140-170 บาท/1 ชิ้น นำไปวางจำหน่ายในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น โฮมโปร โฮมมาร์ท โฮมเวิร์ค เป็นต้น
การนำร่องจะส่งผลดี คือ ราคาหลอดแอลอีดีปรับลดลงแล้วครึ่งหนึ่ง และมีแนวโน้มจะลดลงอีกในระยะใกล้ ซึ่งจะทำให้มีผู้เปลี่ยนมาใช้แอลอีดีมากขึ้น
มาตรการสนับสนุนการใช้อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง ตาม EEP 2015 ได้ตั้งเป้าไว้ที่เครื่องปรับอากาศชนิด Variable Speed/Inverter ที่มีค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (SEER) บีทียู/ชั่วโมง/วัตต์ มากกว่า 15.00 สูงกว่าเกณฑ์เบอร์ 5 ของระบบ Fix Speed ที่ EER อยู่ที่ 11-11.6 เท่านั้น ซึ่งหากสนับสนุนให้ประชาชน หน่วยงานราชการ และเอกชน หันมาใช้ชนิดอินเวอร์เตอร์ได้ จะทำให้ลดการใช้พลังงานของประเทศได้ในวงกว้าง
ขณะนี้ พพ.ได้นำร่องปรับเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศในอาคารภาครัฐ 607 อาคาร ให้ใช้ชนิดอินเวอร์เตอร์ทดแทนของเดิม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนอนุรักษ์พลังงานเช่นกัน คาดว่าคิดเป็นเครื่องปรับอากาศ 2,837.6 ล้านบีทียู/ชั่วโมง จะเกิดผลประหยัดพลังงานรวม 480,980,475 หน่วย/ปี ลด PEAK ได้ 170 MW คืนทุนภายใน 3.6 ปี
มาตรการช่วยเหลือทางการเงิน พพ.ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนอนุรักษ์พลังงาน 1,500 ล้านบาท เพื่อนำไปเป็นวงเงินสินเชื่อให้สถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการทำการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้แก่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจที่สนใจลงทุนในมาตรการอนุรักษ์พลังงาน หรือการลงทุนสำหรับอาคารก่อสร้างใหม่ที่ต้องการลงทุนให้ผ่านเกณฑ์อนุรักษ์พลังงานตามกฎกระทรวง โดยสถาบันการเงินจะนำไปปล่อยเงินกู้ภายใน 3 ปี โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยระหว่างสถาบันการเงินกับลูกค้าไม่เกิน 3.5% ต่อปี คาดว่านอกจากจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนแล้วยังจะช่วยให้เกิดผลประหยัดพลังงาน 70 ktoe/ปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม 220,339 ตันคาร์บอน/ปี
ผมประเมินว่าผลงานตามมาตรการดังกล่าวเมื่อรวมกับมาตรการอื่นๆ (ยกเว้นมาตรการอนุรักษ์พลังงานภาคขนส่ง) คาดว่าจะก่อให้เกิดการลดใช้พลังงานลงในปี 2559 ประมาณ 843 ktoe ขณะที่ EEP 2015 ตั้งเป้าหมายไว้แค่ 833 ktoe
อย่างไรก็ตาม จากการติดตามแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง เช่น โครงข่ายขนส่งสาธารณะรถไฟฟ้า 10 สายทางใน กทม.และปริมณฑล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งระหว่างเมืองเพื่อเชื่อมต่อภูมิภาค ซึ่งมีการพัฒนาระบบรถไฟทางคู่ Meter Gauge 6 เส้นทาง ระยะทาง 905 กม. จะเริ่มก่อสร้างภายในเดือน ม.ค. 2559 แล้วเสร็จปี 2562 ในส่วนรถไฟความเร็วปานกลางที่ 180 กม./ชม. Standard Gauge ขนาดราง 1.435 เมตร ระยะทาง 873 กม. เริ่มก่อสร้างปลายปี 2558 เป็นต้น จะเห็นว่าทุกแผนงานมีความคืบหน้าเช่นกัน
EEP 2015 เป็นแผนงานที่กระทรวงพลังงานได้ยกระดับเป้าหมายจากที่จะลดความเข้มการใช้พลังงานต่อหน่วยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ในปี 2579 จากแผนเดิม 25% เพิ่มเป็น 30% เมื่อเทียบกับ
ปี 2553 ซึ่งเป็นการปรับแผนเดิมให้สอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ปรับแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจและแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งตามนโยบายรัฐบาล ประกอบกับแนวโน้มราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ยิ่งต้องปรับกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนการอนุรักษ์พลังงานให้เข้มข้นขึ้น
ผมคาดว่าจะสามารถลดความต้องการใช้พลังงานของประเทศลง คิดเป็นมูลค่ากว่า 8.5 ล้านล้านบาท







