posttoday
เฟดอย่ารีบขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐยังไม่แกร่ง โลกยังไม่พร้อม

เฟดอย่ารีบขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐยังไม่แกร่ง โลกยังไม่พร้อม

08 กันยายน 2558

เป็นที่จับตามองกันมากที่สุดสำหรับความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

โดย...ธนพล ไชยภาษี

เป็นที่จับตามองกันมากที่สุดสำหรับความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต่อการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกตั้งแต่เศรษฐกิจเมืองลุงแซมเผชิญหน้ากับวิกฤตการเงินครั้งใหญ่เมื่อช่วงปลายปี 2008 ซึ่งเฟดได้ประกาศใช้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ที่ 0-0.25% มานานกว่า 6 ปี และขณะนี้เฟดกำลังบอกว่าพร้อมที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว

วันที่ 16-17 ก.ย.นี้จะเป็นวันที่ทั่วโลกจับตาไม่กะพริบ โดยเป็นการประชุมของเจ้าหน้าที่ผู้กำหนดนโยบายของเฟดที่จะประชุมหารือกัน โดยที่นักวิเคราะห์คาดว่าอาจจะเป็นช่วงเวลาที่เฟดจะประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกดังกล่าว

ตลอดกว่าปีที่ผ่านมา การคาดคะเนถึงการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดนั้น ได้กลายเป็นจุดสนใจของนักลงทุน และได้ส่งแรงกระเพื่อมต่อกระแสทุนทั่วโลกมาเป็นระยะๆ จนกลายเป็นการสร้างความเสี่ยงให้กับตลาดทุนในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีความเปราะบางอย่างยิ่งจากภาวะเงินทุนไหลออก

อีกทั้งที่ผ่านมานั้น เสียงของนักวิเคราะห์ เสียงจากนักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจทั่วโลก ตลอดจนในที่ประชุมของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ (จี20) ที่กรุงอังการา เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ยังแตกออกเป็นฝ่ายๆ โดยฝ่ายหนึ่งเห็นว่า เฟดควรจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ย.นี้ ขณะที่อีกฝ่ายกลับเห็นว่าควรจะขึ้นหลังจากนี้เพราะเศรษฐกิจโลกยังตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงหนักจากปัจจัยอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะความวุ่นวายในตลาดทุนของจีน รวมไปถึงเศรษฐกิจแดนมังกรที่ชะลอตัวลงที่ฉุดเอาเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ฟุบตัวลงตามไปด้วย

กล่าวกันง่ายๆ ก็คือ สภาพของเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ ถือว่ายังไม่พร้อมที่จะรับมือกับการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด อีกทั้งเศรษฐกิจสหรัฐเองก็ยังถูกตั้งคำถามว่า “แข็งแกร่งพอแล้วหรือ” ที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยใน
ครั้งนี้ เนื่องจากเห็นได้ชัดว่าตลาดหุ้นสหรัฐเองก็ส่งสัญญาณถึงความ “โกลาหล” อย่างหนักหน่วงเช่นกัน เมื่อต้องประสบกับปัจจัยลบจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นจีน รวมไปถึงการหั่นค่าเงินหยวนของจีนหลายครั้งติดต่อกันนั้นก็ยิ่งสร้างความเสียเปรียบให้กับค่าเงินเหรียญสหรัฐ

หนึ่งในเสียงคัดค้านที่ค่อนข้างจะดัง น่าเชื่อถือ และมีน้ำหนักอย่างมากก็คือ ท่าทีจาก คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ตอกย้ำอีกครั้งในเวทีจี20 ว่าเฟดจะต้องแน่ใจเสียก่อนว่าตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ในภาคแรงงาน ตลอดจนดัชนีเงินเฟ้อของสหรัฐนั้นแข็งแรงเพียงพอที่จะรับกับภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นได้แล้วจริงๆ

แน่นอนว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐนั้น แม้ว่าในด้านหนึ่งจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่นโยบายทางการเงินจะเริ่มกลับมาสู่ภาวะปกติอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ต้องยอมรับว่าสภาพแวดล้อมของเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ไม่เอื้ออำนวย และเศรษฐกิจโลกอาจจะไม่สามารถต้านทานกับผลกระทบจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตลาดทุนของประเทศกำลังพัฒนา และประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ในขณะนี้กำลังเผชิญหน้ากับความยากลำบากจากการส่งออกที่อ่อนแออยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพราะปริมาณการค้าทั่วโลกกตกต่ำลง รวมไปถึงสินค้าโภคภัณฑ์อันเป็นสินค้าส่งออกหลักของประเทศ ที่ราคาตกต่ำมาเป็นระยะเวลานาน

การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดจะทำให้เกิดกระแสทุนไหลออกจากประเทศเหล่านี้มากขึ้น ซึ่งจะยิ่งกดให้ค่าเงินของประเทศเหล่านี้อ่อนตัวลง และส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

ในช่วง 13 เดือนที่ผ่านมาจนถึงปลายเดือน ก.ค.นั้น ปริมาณทุนไหลออกจาก 19 ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่นั้นแตะที่ 9.42 แสนล้านเหรียญสหรัฐเข้าไปแล้ว ซึ่งเป็นปริมาณทีี่มากกว่าปริมาณทุนไหลออกในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2008/2009 เกือบเท่าตัวด้วยซ้ำ ซึ่งอยู่ที่ 4.80 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนั้น การหั่นค่าเงินหยวนของของจีนหลายระลอก แม้ว่าทางการจีนจะพยายามปลอบประโลมว่าการปรับลดค่าเงินดังกล่าวไม่ได้มีความตั้งใจที่จะสร้างความได้เปรียบให้กับสินค้าและการส่งออกของจีน แต่กระนั้นผลกระทบจากการหั่นค่าเงินดังกล่าวลงก็ถือเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากยิ่งแม้กระทั่งสำหรับสหรัฐเอง

แน่นอนว่า สินค้าของสหรัฐจะมีราคาแพงขึ้น การลงทุนในสหรัฐจะมีต้นทุนที่สูงขึ้น ศักยภาพของสินค้าสหรัฐในตลาดจีนจะลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และนี่ถือเป็นส่วนหนึ่งของความวิตกกังวลที่เพิ่มมากขึ้นสำหรับนักลงทุนของสหรัฐที่เชื่อว่าการหั่นลดค่าเงินของจีนจะส่งผลกระทบยาวไปถึงรายได้และผลกำไรของเอกชนสหรัฐ ที่ต้องพึ่งพาตลาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดที่มีผู้บริโภคมหาศาลอย่างตลาดจีนด้วย

การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด จะทำให้กระแสทุนไหลกลับเข้าสู่สหรัฐ และจะยิ่งทำให้ค่าเงินของสหรัฐแข็งค่ามากขึ้นไปอีกอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ ภาระหน้าที่หลักตามกฎหมายของเฟดนั้นจำแนกได้สองประการ คือ หนึ่ง เฟดต้องสร้างเสถียรภาพทางราคา และสอง ต้องสร้างงานให้ได้สูงสุด

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานั้น ได้มีการประกาศตัวเลขดัชนีการว่างงานในสหรัฐซึ่งปรับลดลงจาก 5.3% มาอยู่ที่ 5.1% แล้วเมื่อเทียบกับช่วงเดือน ก.ย. 2010 ซึ่งเป็นช่วงที่อัตราการว่างงานของสหรัฐพุ่งสูงสุดเกือบแตะ 10% นั้น ถือว่าสถานการณ์ในตลาดแรงงานของสหรัฐนั้นดีขึ้นมาก และนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาในขณะนี้มีการจ้างงานในสหรัฐแล้วถึง 1.7 ล้านตำแหน่ง และส่วนใหญ่ก็เป็นการจ้างงานในภาคเอกชนด้วย

ตัวเลขสถานการณ์ในตลาดแรงงานนั้นน่าจะเป็นหลักประกันที่เพียงพอที่จะทำให้เฟดกล้าตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ในที่สุด แต่กระนั้น หน้าที่ของเฟดในการสร้างเสถียรภาพทางราคานั้นกลับสวนทางกันจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยดัชนีเงินเฟ้อของสหรัฐในขณะนี้อยู่ที่ราวๆ 0.3% เท่านั้นซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ 2.% อย่างมาก

และหากพิจารณาถึงตัวเลขดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภค (ซีพีไอ) ตั้งแต่เดือน ก.ค. 2014-ก.ค. 2015 นั้น มีการขยับขึ้นมาเพียง 0.2% เท่านั้นใน 1 ปี ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษทีเดียว เฉพาะในเดือน ก.ค.นั้น ดัชนีซีพีไอขยับที่ 0% พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่มีเงินเฟ้อเกิดขึ้น โดยเฉพาะกับระดับเงินเฟ้อในเขตเมือง

นั่นหมายความว่าดัชนีเงินเฟ้อของสหรัฐยังอยู่ในอาการป่วยเข้าขั้นวิกฤตอย่างหนัก นักวิเคราะห์บางคนอาจจะใช้วิธีการเลี่ยงบาลีด้วยการใช้คำว่า “เงินเฟ้อชะลอตัว” แต่ในความเป็นจริงก็คือน่าจะเข้าข่ายกับคำว่า “ภาวะเงินฝืด” มากกว่า ซึ่งความเสี่ยงต่อภาวะเงินฝืดที่กำลังก่อตัวนี่เอง ที่อาจจะเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เฟดไม่กล้าที่จะส่งสัญญาณอย่างชัดเจนนักถึงช่วงเวลาที่แน่นอนว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อไหร่กันแน่ในระยะที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ภาวะเงินฝืดที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นถือว่าเป็นอันตรายมากกว่าเงินเฟ้อด้วยซ้ำ เพราะจะยิ่งทำให้เกิดความซบเซาทางด้านการค้า การจับจ่ายใช้สอยที่ตกต่ำลง และสุดท้ายภาคเอกชนก็จะลดการลงทุนเพิ่ม และเริ่มควบคุมต้นทุน สุดท้ายก็คือการจ้างงานที่จะกลับมาพบกับผลกระทบรุนแรงอีกครั้ง

ดังนั้น แม้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐจะมีการจ้างงานมากขึ้น แต่ก็ยังถือว่าไม่อยู่ในสภาวะที่ปลอดภัยนักเนื่องจากปัญหาเงินฝืด  การด่วนขึ้นดอกเบี้ยในเดือนนี้ก็จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมบรรยากาศแห่งการใช้สอยในสหรัฐเองอย่างมาก และอาจจะทำให้สหรัฐพบกับความเสี่ยงจากเงินฝืดเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

กล่าวได้ว่า ทั้งปัจจัยภายในสหรัฐเอง ตลอดจนปัจจัยจากภายนอกสหรัฐคือความไม่พร้อมรับมือกับดอกเบี้ยขาขึ้นของบรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนานั้น เป็นดัชนีบ่งชี้ที่สำคัญอย่างยิ่งที่เฟดควรจะพิจารณาให้ถี่ถ้วน และไม่ควรด่วนรีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในขณะนี้

ซึ่งในที่สุดแล้วการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะกลายเป็นการทำร้ายเศรษฐกิจโลก และจะย้อนกลับมาทำร้ายเศรษฐกิจสหรัฐเองในท้ายที่สุดด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท