
กฎหมายเข้าเมือง : เครื่องมือคุมคนร้ายต่างชาติ
การเกิดเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์มีความเสียหายต่อประเทศไทยมากมาย แต่หากจะนำสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้มาเป็นบทเรียนทบทวนวิเคราะห์ว่าในอนาคตประเทศไทยจะเผชิญการก่อเหตุในลักษณะนี้อีกหรือไม่ หรือแนวโน้มนั้นจะมีความรุนแรงมากกว่านี้หรือไม่ ดังนั้นคำถามว่าจะมีการป้องกันการก่อเหตุโดยคนร้ายต่างชาติให้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างไร จึงเป็นกรณีศึกษาที่ฝ่ายความมั่นคงทุกฝ่าย ทุกหน่วย จะต้องรีบดำเนินการและหาคำตอบ ก่อนเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีเต็มรูปแบบ น่าจะเป็นผลดีต่อประเทศไทย
การเกิดเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์มีความเสียหายต่อประเทศไทยมากมาย แต่หากจะนำสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้มาเป็นบทเรียนทบทวนวิเคราะห์ว่าในอนาคตประเทศไทยจะเผชิญการก่อเหตุในลักษณะนี้อีกหรือไม่ หรือแนวโน้มนั้นจะมีความรุนแรงมากกว่านี้หรือไม่ ดังนั้นคำถามว่าจะมีการป้องกันการก่อเหตุโดยคนร้ายต่างชาติให้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างไร จึงเป็นกรณีศึกษาที่ฝ่ายความมั่นคงทุกฝ่าย ทุกหน่วย จะต้องรีบดำเนินการและหาคำตอบ ก่อนเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีเต็มรูปแบบ น่าจะเป็นผลดีต่อประเทศไทย
ในการสืบสวนสอบสวนคดีระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์ ร่องรอยหลักฐานเริ่มปรากฏชัดขึ้น ที่สำคัญคือคนร้ายเป็นชาวต่างชาติ
คำถามที่ฝ่ายความมั่นคงจะต้องให้ความสนใจคือ ผู้ก่อเหตุเดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้อย่างไร เมื่อเดินทางเข้ามาแล้ว (ผู้ก่อเหตุ) เข้าพักอาศัยอยู่ในประเทศไทยนานเท่าใด อยู่โดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ หรือมีการขออยู่ต่อ ต่อวีซ่าอย่างไร คนร้ายมีการเคลื่อนไหวอย่างไรขณะอยู่ในประเทศไทย มีการเดินทางออกหรือเข้าประเทศกี่คร้้ง และที่สำคัญคือไปอยู่ ณ
ที่ใดของประเทศไทย โดยไร้การสอดส่องจากผู้มีหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ
ประเทศไทยมีเครื่องมือในการควบคุมคนต่างด้าวที่เดินทางเข้าออกประเทศได้อยู่แล้ว ประกอบกับหลักการ 3 ไม่ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ใช้อยู่ ได้แก่ ไม่ให้มา ไม่เข้าและไม่ให้อยู่ และกฎหมายคนเข้าเมืองมีไว้เพื่อการควบคุมความเคลื่อนไหวของคนต่างด้าวได้อย่างดี
ตลอดเวลาที่ผ่านมาการตรวจคนเข้าเมืองไทยมักจะเน้นการปฏิบัติที่จุดผ่านแดน หรือการตรวจอนุญาตการเข้า-ออกราชอาณาจักร กับการบริการคนต่างด้าวในเรื่องการขออยู่ต่อ และการขอมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยเป็นต้น แต่ในปัจจุบันและอนาคตการเคลื่อนไหวของคนทั่วโลกมีความเป็นอิสระ มีความหลากหลายเดินทางแบบไร้พรมแดน การเน้นงานทั้งสองเรื่องนั้นจะไม่เพียงพอต่อการควบคุมการเคลื่อนไหวของคนต่างด้าว โดยเฉพาะจะไม่ทันต่อภัยคุกคามความมั่นคงที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
แน่นอนฝ่ายความมั่นคงต้องมั่นใจว่าจะมีข้อมูลคนไม่ดีเข้ามาในประเทศไทย คนต่างด้าวที่เข้ามาแล้วไปพำนักอาศัยหรือเคลื่อนไหว ที่ไหน อย่างไร ใครเข้ามาแล้วทำผิดกฎหมาย อาจจะเรียกว่าเดินทางเข้ามาอยู่อย่างถูกต้อง แต่อยู่ไปแล้วทำผิดกฎหมาย เช่นอยู่เกินเวลาที่กฎหมายอนุญาต
ตามมาตรา 38 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นกฎหมายหลักสำหรับการจัดการและควบคุมคนต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ได้กำหนดมาตรการสำคัญสำหรับการควบคุมเอาไว้แล้วดังนี้
“ผู้เป็นเจ้าบ้าน เจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถาน หรือผู้จัดการโรงแรมได้รับคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยเป็นการชั่วคราวเข้าพักอาศัย มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องแจ้งให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง หรือตำรวจท้องที่กรณีพื้นที่นั้นไม่มี ตม.รับผิดชอบทราบภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่คนต่างด้าวเข้าพักอาศัย มิฉะนั้นมีความผิดตามมาตรา 77”
ถ้าเอาข้อเท็จจริงมาคุยจะพบว่า คดีที่เกิดขึ้นตำรวจไปพบผู้ต้องสงสัยในสถานที่พักต่างๆ หลายแห่ง คำถามคือ สถานที่ซึ่งผู้ต้องสงสัยเข้าไปพักอยู่นั้นได้มีการดำเนินการตามมาตรา 38 บ้างหรือไม่
มาตรา 38 นี้เป็นเครื่องมือสำคัญให้ฝ่ายความมั่นคงได้ตอบคำถามที่ว่าคนต่างด้าวเข้ามาในไทยแล้วไปอยู่ที่ไหน เคลื่อนไหวอย่างไร ถ้าได้มีการดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดมีโอกาสสอดส่องควบคุมคนต่างด้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองควรเป็นแม่งานดำเนินการสร้างระบบการแจ้งการเข้าพักอาศัยโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่กับสถานที่พักทุกประเภท มิใช่เฉพาะโรงแรมชั้นดีซึ่งผู้ก่อการร้ายมากมายไม่เข้าไปพักอาศัย ตำรวจท้องที่ก็ต้องมีการเชื่อมโยงข้อมูล เพราะมีหน้าที่ต้องรับแจ้งตามมาตรา 38 ด้วย
ถ้าตำรวจตรวจคนเข้าเมืองรวมทั้งสถานีตำรวจท้องที่ต่างๆ ได้ร่วมมือกันปฏิบัติตาม และบังคับใช้มาตรา 38 พ.ร.บ.คนเข้าเมืองและจัดระบบการแจ้งการเข้าพักอาศัยของคนต่างด้าวในทุกแห่งให้แจ้งโดยง่าย สะดวกรวดเร็ว โดยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผู้เป็นเจ้าของ ให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ว่าคนต่างด้าวที่เข้ามาในไทยเคลื่อนไหวไปไหนคงเป็นข้อมูลให้ฝ่ายความมั่นคงดูแลความปลอดภัยให้กับคนไทยได้อย่างดีในอนาคต
หวังว่าฝ่ายความมั่นคงจะให้ความสนใจและลงทุนจัดระบบการแจ้งที่พักอาศัยให้เป็นรูปธรรมและใช้ประโยชน์เพื่อดูแลความปลอดภัย ใช้อำนาจหน้าที่ซึ่งกฎหมายกำหนดเอาไว้แล้วให้เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างจริงจัง เมืองไทยจะปลอดภัยและเป็นสวรรค์ของการท่องเที่ยวตลอดไป







