
โลกหมดยุคคิวอี เข้าสู่โหมด ‘คุมเข้มการเงิน’
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
การใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจมหาอำนาจทั้งจากสหรัฐ อังกฤษ ญี่ปุ่น และล่าสุดคือ สหภาพยุโรป สร้างความผันผวนให้กับเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างมากทั้งในตลาดการเงินและการลงทุน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไป แม้โดยภาพรวมโลกจะยังคงอยู่ในบรรยากาศของนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน ทว่าในความเป็นจริงหลายประเทศเริ่มหันมาเข้มงวดกับนโยบายทางการเงินมากขึ้นแล้ว
คิวอีถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านการเข้าซื้อพันธบัตรของธนาคาร ซึ่งจะส่งผลให้สภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น ส่วนสกุลเงินของประเทศนั้นจะอ่อนค่าลง ส่งผลดีต่อการส่งออก
ในปัจจุบันการอัดฉีดคิวอีของกลุ่มประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้สกุลเงินของกลุ่มประเทศคู่ค้า ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่แข็งค่าขึ้น ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้สร้างความสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจอย่างแน่นอน เนื่องจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ส่วนใหญ่มีเศรษฐกิจแบบพึ่งพาการส่งออก กรณีค่าเงินแข็งขึ้นส่งผลต่อศักยภาพในการส่งออกอย่างมาก
มาตรการอัดฉีดจึงกลายเป็นการจุดชนวนให้เกิด “สงครามค่าเงิน” ขึ้น นับตั้งแต่การเปิดเผยมาตรการเข้าซื้อพันธบัตรของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) มูลค่า 1.1 ล้านล้านยูโร (ราว 39 ล้านล้านบาท) ที่ทำให้ธนาคารกลางสวิสเซอร์แลนด์ ตัดสินใจยกเลิกการตรึงอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงกับค่าเงินยูโร ไปจนถึงกรณีที่ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ตัดสินใจปรับลดอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวนกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐลงอย่างรวดเร็ว จนส่งผลให้เวียดนามต้องตัดสินใจขยายกรอบอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินด่อง กดค่าเงินให้อ่อนเพื่อเข้าสู้กับค่าเงินของประเทศคู่ค้า
อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ต่างๆ จะทำให้ดูเหมือนว่าโลกจะอยู่ในบรรยากาศของการงัดมาตรการผ่อนคลายทางการเงินออกมาสู้กัน ทว่าในความเป็นจริงทุกประเทศไม่ได้ต้องการให้ค่าเงินอ่อนลงมากถึง
ขนาดนั้น
ต้องยอมรับว่ากลุ่มประเทศที่ขนาดเศรษฐกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ย่อมไม่มีเครื่องมือทางการเงินมากเพียงพอที่จะสู้กับคิวอีปริมาณมหาศาลที่ปล่อยออกมาทุกเดือนได้ ยิ่งไปกว่านั้นในความเป็นจริง มาตรการอ่อนค่าเงินของจีนกลับมีผลทำให้ค่าเงินของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อ่อนค่าลงแทนที่จะแข็งค่าเสียอีก
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะจีนอยู่ในฐานะคู่ค้ารายใหญ่ของหลายชาติ ทั้งประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์และประเทศที่เน้นการส่งออกสินค้าภาคการผลิต ดังนั้นเมื่อค่าเงินจีนอ่อนลง ผลที่ตามมาคือจีนจะนำเข้าสินค้าจากทั่วโลกน้อย กลายเป็นการติดเบรกให้กับเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จนอยู่ในสภาพชะลอตัวไปตามๆ กัน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดการเงินการลงทุนอยู่ในสภาพผันผวนอย่างหนัก จากภาวะทุนไหลออก ซึ่งทำให้สกุลเงินท้องถิ่นอ่อนค่าลงเกินที่ผู้กำหนดนโยบายของกลุ่มประเทศเหล่านี้จะคาดการณ์ไว้
กลุ่มประเทศเหล่านี้จึงต้องแก้เกม โดยเปิดแนวรบแนวใหม่ที่ไม่ใช่การผ่อนคลายทางการเงินอีกต่อไป แต่เป็นการกระชับความเข้มงวดทางการเงินมากขึ้น หรือที่เรียกว่า “คิวที”
เมื่อไม่นานมานี้ จอร์จ สาราเวลอส นักกลยุทธ์ด้านอัตราแลกเปลี่ยนของดอยช์แบงก์ เขียนรายงานแสดงความเห็นว่า แม้จะดูเหมือนว่าจีนมีทิศทางผ่อนคลายทางการเงินมากขึ้นเพื่อการเอื้อประโยชน์ให้การส่งออก ทว่าในความเป็นจริงจีนกำลังเพิ่มความเข้มงวดทางการเงินเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับเงินหยวน
การเทขายทุนสำรองระหว่างประเทศของจีน ถือเป็นการฉายภาพให้เห็นความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้อย่างยอดเยี่ยม โดยสัดส่วนทุนสำรองของจีนซึ่งนำออกมาใช้เพื่อป้องกันการดิ่งลงของค่าเงินหยวน ในปัจจุบันอยู่ที่ 3.65 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 131 ล้านล้านบาท) จากเดิมที่ 3.99 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ บลูมเบิร์กยังรายงานว่า จีนได้ขายพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี ราว 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐออกมา เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา
“การปรับเปลี่ยนนโยบายทางการเงินอย่างกะทันหัน ส่งผลให้เกิดการคาดการณ์กันว่า สกุลเงินหยวนจะอ่อนค่าต่อเนื่องในอนาคต อันเกิดจากสถานการณ์ทุนไหลออก ซึ่งเฉพาะเดือนนี้เดือนเดียวก็น่าจะอยู่ที่ราว 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.4 ล้านล้านบาท)” สาราเวลอส กล่าว
“เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) จำเป็นต้องดำเนินมาตรการป้องกันการอ่อนค่าของค่าเงินหยวน ด้วยการขายทุนสำรองระหว่างประเทศ รวมถึงลดสัดส่วนการถือครองพันธบัตรสหรัฐดังนั้นสิ่งที่พีบีโอซีทำในขณะนี้คือการต่อต้านการทำคิวอี ด้วยการกระชับความเข้มงวดทางการเงินมากขึ้น หรือที่เรียกว่า คิวที (Quantitative Tightening)”
สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน ไม่เฉพาะจีนเท่านั้นที่เริ่มเปิดคลังทุนสำรองออกมากู้สถานการณ์ค่าเงินของประเทศ จากข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) สัดส่วนทุนสำรองระหว่างประเทศซึ่งถือโดยธนาคารกลางทั่วโลก ปรับลดลงมาอยู่ที่ 11.43 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 411.257 ล้านล้านบาท) ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา จากเดิมที่ 11.98 (ราว 431.046 บาท) ในช่วงกลางปีที่แล้ว
หมายความว่าในขณะนี้ ธนาคารกลางของหลายประเทศกำลังใช้ทุนสำรองเพื่อพยุงค่าเงิน หลังจากที่เกิดภาวะทุนไหลออก จนค่าเงินอ่อนลงอย่างรุนแรงเกินกว่าที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะส่งผลให้ตลาดมีสถานะทางการเงินของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มีความผันผวนน้อยลง และมีเสถียรภาพทางการเงินมากขึ้น ช่วยสกัดกั้นภาวะทุนไหลออกจากประเทศ หากมองในภาพรวม การช่วยกันทำคิวทีของหลายประเทศจะกลายเป็นการหยุดกระแสทุนไหลออกสหรัฐอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ในปัจจุบัน ผู้กำหนดนโยบายด้านการเงินจากหลายประเทศในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ออกมาแสดงความเห็นว่า ทั้งในการประชุมผู้ว่าการธนาคารกลางโลกที่แจ็กสันโฮล รัฐไวโอมิงของสหรัฐ และการประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 20 ประเทศที่ตุรกี ว่าพร้อมแล้วสำหรับรับมือต่อการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยไม่กังวลต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจเกิดขึ้นหากเฟดขึ้นดอกเบี้ย
การกำเนิดขึ้นมาของคิวทีจึงเหมือนยาตัวใหม่ที่จะช่วยบรรรเทาอาการเสพเงินถูกจากคิวอี ซึ่งมอมเมาโลกอยู่กว่า 5 ปี หากยาตัวใหม่นี้ได้ผล สภาพการเงินโลกน่าจะกลับมามีเสถียรภาพและเคลื่อนไหวอย่างที่ควรจะเป็นอีกครั้ง







