
จุลลปทุมชาดก เล่าเรื่องหญิงมีชู้
ผู้นำเที่ยวในทริปของสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เล่าว่า ภาพเขียนจุลลปทุมชาดก มีน้อย ตามวัดต่างๆ
โดย...ส.สต
ผู้นำเที่ยวในทริปของสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เล่าว่า ภาพเขียนจุลลปทุมชาดก มีน้อย ตามวัดต่างๆ ไม่มีเขียนไว้ ในกรุงเทพมหานครนอกจากที่วัดกำแพงบางจาก ยังมีที่วัดอื่นไม่กี่วัด
ข้อมูลของ วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ นักศึกษาบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร บอกว่า ภาพจิตรกรรมจุลลปทุมชาดกหาได้ที่อุโบสถวัดบางขุนเทียนใน วัดเปาโรหิต นอกจากวัดกำแพงบางจาก
ต่างจังหวัดมีที่วัดทุ่งศรีเมือง จ.อุบลราชธานี วัดหน้าพระธาตุ จ.นครราชสีมา และวัดคงคาราม จ.ราชบุรี
แต่ละแห่งเขียนแทรกในเรื่องหลัก คือ ทศชาติชาดก ดังนั้นที่วางภาพจุลลปทุมชาดก จึงเป็นซอกแคบๆ ของบานประตูและหน้าต่าง ดังเช่นภาพเขียนที่อุโบสถวัดกำแพงบางจากอยู่ที่ซอกหนึ่งของประตูอุโบสถด้านซ้ายมือ
การที่นำเรื่องจุลลปทุมชาดกมาเขียนแทรกในทศชาติชาดก เพื่อบอกเรื่องราวความไม่ซื่อสัตย์ที่หญิงมีต่อสามี ความเสียสละของผู้ชาย และยกย่องน้ำใจของสัตว์ที่เราชาวไทยเรียกว่าตัวเงินตัวทอง ว่ามีเหนือกว่ามนุษย์บางคน
วรลักษณ์ เล่าเรื่องชาดกโดยสังเขปว่า
พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระปทุมราชกุมาร มีพระอนุชา 6 องค์ ครั้นเมื่อพระราชกุมารทั้งเจ็ดเจริญวัยพระราชบิดาเกิดระแวงเกรงว่า ลูกๆ จะคิดร้ายชิงราชสมบัติจึงเนรเทศพระราชกุมารทั้งเจ็ดพร้อมพระชายาออกจากเมือง ระหว่างรอนแรมกันไป หนทางแสนกันดารนัก ขาดแคลนอาหาร พระราชกุมารทั้งหมดจึงตกลงฆ่าพระชายาคราละองค์ เพื่อนำมาเป็นอาหารแจกจ่ายกันกินประทังชีวิต
ครั้นถึงคราต้องฆ่าพระชายาของพระปทุมราชกุมาร พระองค์ได้นำเนื้อส่วนที่เก็บไว้มาแจกจ่ายให้แก่บรรดาพระอนุชาแทน และเฝ้ารอจนเหล่าพระอนุชาหลับ จึงพาพระชายาแยกหนีไป ระหว่างทางนั้น พระชายาเกิดกระหายน้ำ พระองค์จึงกรีดพระโลหิตให้ดื่มแทน
ก่อนจะเดินทางรอนแรมกันต่อไป จนในที่สุดเมื่อทั้งสองได้เดินทางมาถึงบึงน้ำใหญ่ จึงปลูกเรือนพักขึ้น ณ ที่นั้น ต่อมาพระปทุมราชกุมารได้ช่วยเหลือรักษาโจรผู้หนึ่ง (ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตัดหู จมูก และแขนขา ใส่เรือปล่อยไป โจรร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด) พระปทุมราชกุมารพบเข้า จึงนำมารักษาจนหาย
วันหนึ่งให้อยู่ที่อาศรมกับพระชายา พระปทุมราชกุมารไปหาอาหารในป่า พระชายาที่เคยรังเกียจโจรผู้นี้ กลับมีจิตปฏิพัทธ์และเป็นชู้กับโจร จึงฆ่าพระปทุมราชกุมาร (ผู้สามี) โดยผลักให้ตกลงมาจากยอดเขา หากแต่พระปทุมกุมารกลับรอดชีวิตโดยการช่วยเหลือของพญาเหี้ย และต่อมาพญาเหี้ยนั้นก็ได้ช่วยนำพระปทุมกุมารกลับขึ้นครองราชย์ (หลังจากพระราชบิดาสวรรคต) อีกครั้ง
เมื่อครองราชย์ ทรงช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก โดยตั้งโรงทานแจกอาหาร ส่วนพระชายาที่เป็นชู้กับโจร เร่ร่อนหาอาหาร และแบกโจรชู้ไปขออาหาร คนเห็นก็สรรเสริญว่าเป็นสตรีผู้เสียสละ และแนะนำให้มาหาอาหารที่โรงทานของพระเจ้าปทุมราชกุมาร
วันหนึ่งพระองค์ออกแจกทานด้วยตนเอง ได้พบกับพระชายาและชายชู้ที่มาเฝ้ารอรับทาน ทรงพิโรธเป็นอย่างยิ่ง และคิดจะลงโทษหญิงชั่วชายชู้อย่างสาสม หากแต่เมื่อคลายพิโรธลง จึงรับสั่งให้เอาชายชู้ใส่ลงตะกร้าผูกติดกับศีรษะของหญิงชั่วชนิดมิให้ปลงลงจากศีรษะได้ แล้วจึงโปรดฯ ให้เนรเทศคนทั้งคู่ออกจากเมืองไป
วรลักษณ์ วิเคราะห์ว่า ประเด็นสำคัญของชาดกเรื่องนี้ คือการบำเพ็ญทานบารมี (การให้) และแฝงเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้ชีวิตคู่ คือ ความซื่อสัตย์
ส่วนการให้มีพญาเหี้ยเป็นพระเอกในเรื่องก็เพื่อเล่าเรื่องเชิงเปรียบเทียบ ในแง่ว่าแม้กระทั่งสัตว์เดรัจฉาน เช่น เหี้ย กลับมีความรู้ผิดชอบชั่วดีมากกว่าหญิงชั่วซึ่งเป็นมนุษย์ ในส่วนนี้ก็เป็นเหตุสำคัญให้เรื่องราวมีความน่าสนใจยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม การถ่ายทอดจุลลปทุมชาดกในงานจิตรกรรมคงเป็นที่นิยมและแพร่หลายในช่วงรัชกาลที่ 4 ซึ่งคงสอดคล้องกับกรณีและเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นค่อนข้างมากในช่วงรัชสมัยก็ได้
อนึ่งความนิยมนี้แม้จะปรากฏหลายแห่งทั้งวัดในและนอกราชธานี รวมทั้งวัดในกลุ่มของชาวมอญ-ลาว หากเป็นที่น่าสังเกตว่า คงเป็นเพียงความนิยมพื้นถิ่น หรือความนิยมภายในของกลุ่มคนระดับกลางเท่านั้น ด้วยไม่ปรากฏลักษณะดังกล่าวในวัดหลวงเลย ซึ่งปัจจุบันข้อสังเกตนี้ยังไม่สามารถหาคำตอบที่ชัดเจนได้







