
ถ้าอุยกูร์บึ้มราชประสงค์ เราจะเป็นประเทศแรก
การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและการตัดสินใจดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศ อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สามารถวิเคราะห์ได้ว่า
การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและการตัดสินใจดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศ อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สามารถวิเคราะห์ได้ว่า “มือระเบิด” บริเวณศาลท้าวมหาพรหมแยกราชประสงค์ มีความเกี่ยวโยงกับเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ...แต่นั่นหมายถึงว่าผลการสอบสวนในคดีนี้มีข้อสรุปที่ชัดเจนแล้ว
วรศักดิ์ มหัทธโนบล ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหนึ่งในนักวิชาการไทยที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องจีน ให้ความเห็นว่า หากการขยายผลการจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาวางระเบิดแยกราชประสงค์ จนมีความเชื่อมโยงกับชาวอุยกูร์ และเป็นผลพวงจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวเติร์กกับรัฐบาลจีน ย่อมทำให้ประเทศไทยเสี่ยงต่อการตกเป็นเมืองก่อการร้าย
อาจารย์วรศักดิ์ วิเคราะห์ว่า นโยบายการส่งตัวกลุ่มอุยกูร์ไปจีน และตุรกี จริงๆ แล้วพูดได้ประโยคเดียว คือ รัฐบาลไทยทำดีที่สุดได้เพียงแค่นี้จริงๆ เพราะการส่งตัวชาวเติร์กหรืออุยกูร์ไปทั้งตุรกีและจีน เป็นเรื่องที่มีความลักลั่นมาก เหมือนกับรัฐบาลไทยเหยียบเรือสองแคม และไม่ว่าตัดสินใจอย่างไรก็สร้างปัญหาความเดือดร้อนให้กับตัวเองทั้งสิ้น
“เพราะส่งกลุ่มอุยกูร์ไปตุรกีทางฝ่ายจีนก็ไม่พอใจรัฐบาลไทย และส่งกลุ่มอุยกูร์ไปจีนทางฝ่ายสหรัฐ สหประชาชาติ สหภาพยุโรป และตุรกีก็ไม่พอใจ ฉะนั้นคนที่คิดวิธีแบบนี้ได้ต้องยกย่อง เพราะฝ่ายไทยโดนตำหนิทั้งสองขั้วอำนาจ จึงเกิดคำถามว่ามีประเทศไหนบ้างในโลกที่อยากถูกประเทศมหาอำนาจสองขั้วอำนาจตำหนิทั้งสองข้าง
“ประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่ที่เจอเหตุการณ์แบบนี้เหมือนไทย มักจะเลือกโดนตำหนิเพียงข้างใดข้างหนึ่ง ดังนั้นเมื่อรัฐบาลไทยโดนตำหนิจากสองฝ่าย จึงเกิดคำตอบที่ชัดเจนขึ้นมาอีกว่า แล้วจะดำเนินการต่อไปอย่างไรกับกลุ่มชาวเติร์กที่ยังอยู่ในประเทศไทยอีก 59 คน นี่ต่างหากที่ต้องมานั่งขบคิด หลังจากตัดสินใจส่งไปจีน 109 คน และส่งไปตุรกี 173 คน เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา
“ที่สำคัญหากสรุปได้ว่า เหตุการณ์วางระเบิดที่บริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2558 เชื่อมโยงกับชาวเติร์ก 59 คนกลุ่มนี้ ก็แสดงว่ามีความสัมพันธ์กับผู้ลี้ภัยเหล่านี้ กลุ่มคนเหล่านี้ 59 คน จะเปลี่ยนสถานะกลายเป็นตัวประกันของรัฐบาลไทยทันที เพราะว่ากลุ่มอุยกูร์เติร์กลงมือทำ ดังนั้นทางรัฐบาลไม่ต้องคิดมากที่จะส่งกลุ่มคนเหล่านี้ทั้ง 59 คน ไปจีนทันทีก็ได้
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เพราะการที่รัฐบาลไทยส่งชาวเติร์ก 109 คน กลับไปจีน ทำให้ชาวเติร์กเกิดความโกรธแค้น แล้วเข้ามาวางระเบิดในไทย เป็นเหตุให้ไทยถูกผลักให้เป็นแนวร่วมกับจีนไปโดยปริยายทันที” อาจารย์วรศักดิ์ วิเคราะห์บนฐานข้อมูลที่ยังไม่มีการจับกุมผู้ต้องหารายแรกได้
อย่างไรก็ตาม ถามว่าศักยภาพทั้งกลุ่มเติร์กหรืออุยกูร์ มีมากน้อยแค่ไหนค่อนข้างมีรายละเอียดซับซ้อน เพราะคำว่า “เติร์ก” สามารถบอกได้ว่าจะอยู่ที่ตุรกีก็ได้ อยู่ในคาซัคสถานก็ได้ อุซเบกิสถานก็ได้ หรืออยู่ในจีนก็ได้ แต่ล้วนเป็นชนชาติเติร์ก
“แต่ถ้าเป็นอนุชนชาติเติร์กในซินเจียง ในที่นี้จีนหมายถึงกลุ่มอุยกูร์ ซึ่งแท้จริงแล้วควรใช้คำว่า เติร์ก เพราะถือเป็นคำเรียกที่เป็นกลางแก่ชนชาตินี้มากที่สุด แต่คนทั่วโลกในแง่มานุษยวิทยา เรียกกันว่า เติร์ก ฉะนั้นถ้าเติร์กที่ไหนก็แล้วแต่ที่ก่อเหตุที่ราชประสงค์ ผมถามกลับว่าเกิดผลดีในระยะยาวหรือไม่
“ไม่ว่าจะลงมือทำด้วยเจตนาเชิงอุดมการณ์ หรือต้องการอิสรเสรี หรืออยากทำเพื่อความสะใจ ก็ล้วนแล้วแต่ผลักให้รัฐบาลไทยเป็นศัตรูต่อผู้ก่อการร้ายทั้งนั้น ไม่ว่าทั้งเติร์กหรืออุยกูร์ เพราะไม่มีประเทศใดในโลกที่จะยอมต่อกลุ่มผู้ก่อการร้ายทำลายประเทศตัวเอง โดยที่ประเทศตัวเองไม่ได้ไปร่วมสนับสนุนสู้รบกับกลุ่มคนเหล่านี้เลย
“สรุปง่ายๆ ถ้าเติร์กกระทำการครั้งนี้จริง จนวันหนึ่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ออกมาประกาศว่า กลุ่มเติร์กหรืออุยกูร์ก่อเหตุที่ราชประสงค์ คราวนี้คนไทยทั้งประเทศพอได้ยินคำว่าเติร์กหรืออุยกูร์ จะพูดเหมือนกัน คือ ไม่เอาแล้ว และรัฐบาลไทยสามารถประกาศได้เลยว่า ถ้ามีชนชาติเหล่านี้เข้ามาจะไม่รับเข้าประเทศ เพราะคนเหล่านี้มาวางระเบิดในประเทศไทย
อาจารย์จุฬาฯ อธิบายว่า แนวรบหรือแนวทางการต่อสู้ของกลุ่มเติร์กในซินเจียง ประเทศจีน ลักษณะการก่อเหตุของกลุ่มคนเหล่านี้น่ากลัวมาก ซึ่งมี 2 ลักษณะ คือ สามารถรวบรวมมวลชนได้จำนวนมาก โดยแต่ละคนมีจิตใจกล้าหาญมาก กล้าบุกโจมตีโรงพักของตำรวจจีน
“เป็นการต่อสู้แบบเผชิญหน้ายิงใส่กันเลย คือหมายความว่า กล้าไปตายไม่เสียดายชีวิต จะพบว่าพฤติกรรมก่อการแบบนี้ไม่ค่อยพบในประเทศมุสลิมอื่นๆ คือ สู้กันแบบซึ่งๆ หน้าไม่เสียดายชีวิต ซึ่งจะเห็นว่าพฤติกรรมแบบนี้ในประเทศมุสลิมอื่นๆ ที่มีการก่อการร้ายก็ไม่กล้ากระทำแบบนี้ แม้แต่ในยุโรปหรือสหรัฐ ที่เป็นกลุ่มอิสลามหัวรุนแรงเข้าไปก็ไม่กล้าบุกไปทำลายหรือโจมตีสถานที่ราชการ
“อีกเรื่องคือ กลุ่มคนเหล่านี้เวลาคนจีนเผลอจะใช้อาวุธที่เป็นมีดดาบเท่าที่จะหาได้โจมตีจะไปฆ่าฟันคนจีนในที่สาธารณะ เช่น เหตุการณ์ที่สถานีรถไฟคุนหมิง มีคนตายนับสิบๆ ศพ ฆ่ากันแบบเห็นๆ แต่เมื่อถูกฆ่าหรือวิสามัญฆาตกรรมแล้วจึงรู้ว่าเป็นกลุ่มเติร์กอุยกูร์ การเคลื่อนไหวแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในต่างประเทศ
“แต่หากเกิดขึ้นในประเทศไทย ถือว่าไทยเป็นประเทศแรกที่มีการเคลื่อนไหวนอกประเทศของอุยกูร์ แต่มีข้อยกเว้นหากจะมีกลุ่มเติร์กอุยกูร์หัวรุนแรงทำจริง ก็จะเป็นกลุ่มอุยกูร์ที่อยู่กับกลุ่มไอเอส เพราะทราบดีว่ากลุ่มไอเอสใช้ความรุนแรงแบบไหนอยู่แล้ว ซึ่งตอนนี้ยอมรับว่ามีกลุ่มอุยกูร์บางส่วนไปอยู่กับกลุ่มไอเอสแล้ว แต่ยังไม่ได้ประกาศตัวเป็นทางการเท่านั้นเอง”
ย้ำว่า เป็นการวิเคราะห์บนฐานข้อมูลที่ยังคลุมเครือหลังเกิดเหตุ แต่เมื่อการสืบสวนสอบสวนคดีระเบิดท้าวมหาพรหมคืบหน้าไปมากหลังจากวันที่เราสัมภาษณ์ จึงได้มีการอัพเดทสถานการณ์เพิ่มเติมกับวรศักดิ์ โดยอาจารย์ บอกว่า ในแง่ชาติพันธุ์ถือว่าผู้ต้องสงสัยที่ถูกออกหมายจับจำนวนหนึ่งมีเชื้อชาติเติร์ก ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นคนสัญชาติใด
จากพยานหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ได้มา มีความชัดเจนมากขึ้นว่า กลุ่มผู้ต้องหาเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ ซึ่งมีความเป็นไปได้เช่นกันว่า การลงมือก่อเหตุเพราะต้องการล้างแค้นหรือทำไปเพื่อความสะใจ เนื่องจากถูกขัดขวางผลประโยชน์จากการก่ออาชญากรรมข้ามชาติ และก็อาจกล่าวได้ว่า กลุ่มนี้ไม่ใช่การก่อการร้ายข้ามชาติ แต่เป็นขบวนการค้ามนุษย์ที่ถูกสกัดกั้น ซึ่งอาจมีการทำกันมานานก่อนหน้านี้แล้ว แต่เจ้าหน้าที่จับไม่ได้
ทั้งหมดทั้งมวลต้องติดตามผลการสอบสวนต่อไปว่า ท้ายที่สุดเติร์กกลุ่มนี้ลงมือก่อเหตุเพราะอะไร และคนไทยที่ร่วมขบวนการด้วยเกี่ยวข้องด้วยเหตุผลใด







