
ประชามติภายใต้คสช. ปชช.ต้องแสดงความเห็นได้
หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กระบวนการต่อไป คือ
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กระบวนการต่อไป คือ การจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นเจ้าภาพในการสอบถามความเห็นประชาชนว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่
เสียงที่ถือว่าการทำประชามติจะผ่านความเห็นชอบจากประชาชนหรือไม่นั้น วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ให้ยึดเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติในวันนั้น ขณะที่ “ประวิช รัตนเพียร” กกต.ด้านการมีส่วนร่วม ยืนยันกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า กกต.มีความพร้อมที่จะรับไม้ต่อทำประชามติ
ประวิช บอกว่า แม้จะมี พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2552 บังคับใช้อยู่ แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่ให้ใช้ของเดิม ดังนั้น จำเป็นต้องเขียนใหม่โดยให้เป็นประกาศ กกต. เกี่ยวกับกฎเกณฑ์การลงประชามติ ซึ่งเมื่อร่างประกาศเสร็จต้องเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านความเห็นชอบ หากผ่านก็มีศักดิ์ศรีเท่ากฎหมาย แต่ข้อแตกต่างที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว คือ ให้ กกต.เข้ามารับหน้าที่รณรงค์ให้ความรู้ประชาชน จึงได้เขียนหลักเกณฑ์ใช้ทำประชามติครั้งนี้
ดังนั้น หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบวันนี้ คาดว่าในวันที่ 7 ก.ย. ประธาน กกต.อาจไปพบกับประธาน สนช. เพื่อเอาร่างประกาศ กกต.ไปให้ สนช.หยิบมาเป็นวาระพิจารณาเร่งด่วน เนื่องจากการทำกฎหมายต้องใช้เวลา 1-2 เดือน แต่ยังทันเวลาสำหรับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
“การยื่นประกาศนี้ไม่ทำให้งานอื่นชะงัก เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่าการทำประชามติต้องดูวัน กกต.ส่งร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนได้อ่านแล้วครบ 80% ของครัวเรือนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง สิ่งแรกที่ทำคู่ขนานได้คุยกับมหาดไทยพบว่ามีครัวเรือน 50 ล้านคนทั่วประเทศ ตัวเลขคร่าวๆ 17 ล้านครัวเรือน รัฐธรรมนูญกำหนดว่าให้ทำประชามติ กกต.ต้องส่งร่างให้ 17 ล้านครัวเรือน หรือ 13 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ดังนั้น ขั้นตอนไม่ต้องรอหลักเกณฑ์ ต้องเริ่มทำ หาคนพิมพ์ น่าจะใช้เวลา 45 วัน หรือ 2 เดือน สุดแท้แต่”
ประวิช บอกว่า เมื่อเริ่มพิมพ์ก็ทยอยร่างรัฐธรรมนูญส่งได้เลยจนครบ โดยติดต่อไปรษณีย์ไทยดำเนินการเรื่องนี้ เนื่องจากเข้าใจกระบวนการทั้งหมด ซึ่งได้ประมานว่าสิ้นปลายเดือน พ.ย. หรือไม่เกินวันที่ 10-15 ธ.ค. จะส่งเสร็จทั้งหมด เมื่อส่งเอกสารถึงประชาชนแล้ว 80% จากนี้ไปไม่น้อยกว่า 30 วัน ไม่เกิน 45 วัน จะกำหนดวันลงประชามติได้
“มีคนบอกว่าเราจะลงประชามติวันที่ 10 ม.ค. ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ ต้องดูว่าส่งได้ครบ 80% วันไหน อาจคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่ดูแล้วก็น่าจะไม่เกินปลายเดือน ม.ค. กว่าจะหาคนพิมพ์ ซึ่งเราต้องดูเรื่องความโปร่งใส เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆ เรามีความชัดเจนว่าจะเดินหน้าทำนองนี้ ถ้าวันนี้ผ่าน ซึ่งเราได้ทำงานคู่ขนาน และมีความพร้อม แต่ยังลงมือไม่ได้”
กกต.ด้านการมีส่วนร่วม ระบุว่า อันนี้คือกระบวนการให้ข้อเท็จจริงกับประชาชน นอกจากนี้ในซองจดหมายที่แต่ละครัวเรือนจะได้รับคือ 1.ร่างรัฐธรรมนูญ 285 มาตรา 2.สาระสำคัญของร่าง เพราะรัฐธรรมนูญนักกฎหมายยังอ่านยาก ส่วนการทำความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องประชามติมีความจำเป็น
ทั้งนี้ ประชาชนกำลังใช้อำนาจประชาธิปไตยทางตรง ซึ่งประชาชนถือเป็นองค์อำนาจตัวจริงในการลงคะแนนเห็นชอบหรือไม่ ดังนั้น กติกาคือเปิดโอกาสให้คนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญนี้ มีโอกาสเท่าเทียมกันในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น
อย่างไรก็ตาม การทำประชามติอาจติดตรงประกาศ คสช. ฉบับที่ 7 คือ ห้ามชุมนุมทางการเมือง ดังนั้น การเปิดเวทีแสดงความเห็นทางการเมือง กกต.จะเชิญประชาชนที่สนใจในประเด็นต่างๆ ของรัฐธรรมนูญ ตั้งไว้สมมติ 12-15 ประเด็น อาทิ รัฐสภา สิทธิหน้าที่พลเมือง หรือที่มา สส. การได้มาซึ่ง สว. ไปลงทะเบียนทุกจังหวัดทั่วประเทศเพื่อรวมตัวและเชิญมาออกอากาศทางโทรทัศน์ ทำเป็นเวทีประชาคม มาแสดงความเห็นโดยให้เวลาเท่าเทียมกัน รวมถึงจะใช้ช่องทางอื่น เช่น โซเชียลด้วย เพื่อให้ประชาชนสามารถย้อนดูได้ ซึ่งเป็นส่วนที่ กกต.ควบคุมได้
ประวิช กล่าวว่า ความเห็นประชาชนเป็นเรื่องที่ควบคุมหรือปิดกั้นไม่ได้ ซึ่ง กกต.เตรียมเสนอกติกาไปที่ สนช. 1.ต้องให้ประชาชนแสดงความเห็นได้ แต่เป็นเรื่องจริงบนข้อกฎหมาย อย่าไปหลอกลวงกันว่าโหวตผ่านร่างรัฐธรรมนูญจะเกิดสิ่งนั้นสิ่งนี้ 2.อย่าใช้ถ้อยคำหยาบคาย ใส่ร้ายป้ายสี และ 3.ต้องไม่ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกในบ้านเมือง
“ถ้าเป็นไปตาม 3 ข้อนี้แล้ว ไม่เห็นด้วยหรือเห็นด้วยอย่างไร พูดด้วยความบริสุทธิ์ใจ กกต.มีความเห็นเบื้องต้นและกำลังเสนอไป สนช.ว่าน่าจะให้ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ แม้มันคุมยาก แต่เราคุมด้วยหลักการ”
ส่วนการทำประชามติครั้งนี้ถือว่าง่ายกว่าปี 2550 เพราะครั้งนั้นถือเป็นครั้งแรกยากต่อการอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ แต่ครั้งนี้ประชาชนมีประสบการณ์แล้ว ส่วนเรื่องเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยก็ถือว่ามีความพร้อม ซึ่งได้ร่วมกับ กศน. มีพลเมืองอาสาเข้าช่วยงาน







