
ประชามติ รธน.
วันนี้จะนำถ้อยคำของรัฐธรรมนูญ (รธน.) ทั้งฉบับชั่วคราวและฉบับถาวรบางฉบับมาให้ท่านได้พิจารณากัน
โดย...เจษฎ์ โทณะวณิก
วันนี้จะนำถ้อยคำของรัฐธรรมนูญ (รธน.) ทั้งฉบับชั่วคราวและฉบับถาวรบางฉบับมาให้ท่านได้พิจารณากัน ฉบับแรก รธน.แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549
มาตรา 31 วรรค 1 มีความว่า การออกเสียงประชามติ ถ้าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบให้นำ รธน.ฉบับใหม่มาใช้บังคับแล้วให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาตินำ รธน.ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้
ฉบับที่สอง รธน.แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 165 วรรค 1 วรรค 2 และวรรค 3 ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งย่อมมีสิทธิออกเสียงประชามติ การจัดให้มีการออกเสียงประชามติให้กระทำได้ในเหตุ ดังต่อไปนี้
(1) กรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่ากิจการในเรื่องใดอาจกระทบถึงประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติหรือประชาชน นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีอาจปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภาเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีการออกเสียงประชามติได้
(2) ในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้มีการออกเสียงประชามติ
การออกเสียงประชามติตาม (1) หรือ (2) อาจจัดให้เป็นการออกเสียงเพื่อมีข้อยุติโดยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติในปัญหาที่จัดให้มีการออกเสียงประชามติ หรือเป็นการออกเสียงเพื่อให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีก็ได้ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ
ฉบับที่สาม รธน.แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2558 มาตรา 37 วรรค 7 มีความว่า การออกเสียงประชามติ ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม เช่นเดียวกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งสุดท้ายก่อนวันที่ รธน.นี้ใช้บังคับ
ภายใต้บังคับมาตรา 37/1 ถ้าผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติโดยเสียงข้างมากเห็นชอบด้วยกับร่าง รธน. ให้นายกรัฐมนตรีนำร่าง รธน.ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายในสามสิบวัน
นับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ เมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ







