posttoday
เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำปฏิรูปภาษีชะงัก

เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำปฏิรูปภาษีชะงัก

04 กันยายน 2558

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

การเปลี่ยนแปลงทีมเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลทำให้การปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ของประเทศต้องหยุดชะงัก เพราะทีมเศรษฐกิจใหม่นี้ต้องพุ่งเป้าไปที่การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น จึงทำให้เรื่องโครงสร้างที่เป็นพื้นฐานระยะยาวของประเทศต้องพักยกไว้ก่อน

ตามโรดแมปของทีมเศรษฐกิจชุดเก่า เมื่อเดือนที่ผ่านมาต้องมีการเสนอร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ จะทำให้การเก็บรายได้ของประเทศขยายตัวขึ้นหลายเท่า จากปัจจุบันเก็บภาษีภายใต้กฎหมายภาษีและที่ดินเก่า มีรายได้ปีละ 5-6 หมื่นล้านบาท แต่การเก็บภาษีภายใต้กฎหมายใหม่จะทำให้การเก็บรายได้เพิ่มเป็นกว่า 2 แสนล้านบาท

แต่ทว่าการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสะเทือนเงินในกระเป๋าประชาชนทุกหย่อมหญ้า ที่สำคัญกระทบนายทุนรวยที่ดิน ซึ่งจะต้องเสียภาษีให้กับประเทศในจำนวนก้อนโตจากเดิมที่ไม่เคยเสียเลย ทำให้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างถูกต้านจากประชาชนและนายทุนอย่างหนัก

อย่างไรก็ตาม ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลที่ผ่านมา เห็นว่าเรื่องดังกล่าวมีความจำเป็น เพราะการเก็บรายได้ของประเทศขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่ารายจ่ายของประเทศมากขึ้นทุกปี ทำให้ประเทศต้องทำงบประมาณแบบขาดดุลเป็นเวลาติดต่อกันมากว่า 10 ปี จึงทำให้หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่การขยายตัวเศรษฐกิจของประเทศขยายตัวได้น้อย ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศวิ่งเข้าหาเพดานกรอบความยั่งยืนทางการคลังของประเทศที่กำหนดไว้ 60% ต่อจีดีพี อย่างรวดเร็ว

รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง ยังออกมาเปิดเผยว่า ภายใต้การเก็บรายได้ปัจจุบันและการต้องเร่งลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศจำนวนมาก ทำให้อีก 5-6 ปีข้างหน้า หนี้สาธารณะของประเทศจะชนเพดานกรอบความยั่งยืนทางการคลังได้ หากรัฐบาลจะคงกรอบดังกล่าวไว้เท่าเดิม ก็ต้องเร่งหารายได้เข้าประเทศเพิ่มขึ้น

การหารายได้ของประเทศเพิ่มขึ้น จึงหนีไม่พ้นต้องเก็บภาษีเพิ่ม ที่ผ่านมาตามโรดแมปปฏิรูปภาษีของรัฐบาล คิดจะเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ลดอัตราการเก็บจาก 10% เหลือ 7% และจะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย.นี้ แต่สุดท้ายก็ต้านพิษเศรษฐกิจจากภายนอกประเทศที่กระทบเศรษฐกิจไทยอย่างหนักไม่ได้ ทำให้ต้องประกาศขยายลดอัตราการจัดเก็บที่ 7% ออกไปอีก 1 ปี การเพิ่มขึ้นของอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มทุก 1% ทำให้ประเทศเก็บภาษีได้เพิ่มมากขึ้น 6-7 หมื่นล้านบาท แต่ในภาวะที่เศรษฐกิจมีปัญหาการที่จะไปดูดเงินออกจากกระเป๋าประชาชนนั้นยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้การดำรงชีวิตลำบากมากขึ้น

เช่นเดียวกัน การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ทางทีมเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลเห็นว่าเป็นเรื่องที่สวนทางกับการกระตุ้นเศรษฐกิจตอนนี้ที่พยายามเร่งเติมเงินลงไปในกระเป๋าประชาชน หากไปเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก็เท่ากับไปดูดเงินจากกระเป๋าประชาชนกลับมา ทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกไปไม่ได้ผล

นอกจากนี้ ยังไม่เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแล้ว ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ยังใช้เครื่องมือทางภาษีกระตุ้นการลงทุนของประเทศครั้งใหญ่อีกด้วย สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฟส 2 ที่จะเป็นการเร่งการลงทุนภาคเอกชน มีการแพลมออกมาแล้วว่าจะมีการลดหย่อนภาษีการนำเครื่องยนต์เครื่องจักรมากขึ้นกว่าที่ได้ในปกติที่ 1-1.5 เท่า คาดว่าจะออกมาให้ลดหย่อนได้ถึง 2 เท่า รวมถึงการให้หักค่าเสื่อมในปีแรกได้มากๆ 50-100% เพื่อให้ผู้ประกอบการมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นมากจะได้เสียภาษีน้อยๆ เป็นการกระตุ้นการลงทุน

ขณะเดียวกัน มาตรการลดหย่อนภาษีดังกล่าวที่ผ่านมา จะให้กับผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย แต่เที่ยวนี้กำลังมีการพิจารณาแบบปลายเปิดให้ผู้ประกอบการทุกรายไม่ว่าใหญ่หรือเล็กได้หมด กระทรวงการคลังและกรมสรรพากรอยู่ระหว่างการดีดลูกคิดว่าจะต้องสูญเงินภาษีไปมากน้อยขนาดไหน และจะกระทบกับการเก็บรายได้ของปีงบประมาณ 2559 เท่าไร จึงหนีไม่พ้นว่าจะมีปัญหาการเก็บรายได้ไม่ได้ตามเป้า

มาตรการทางภาษีช่วยกระตุ้นการลงทุนดังกล่าว จึงมีทั้งข้อดีข้อเสียที่กระทรวงการคลังกำลังกุมขมับ ข้อดีคือช่วยให้การลงทุนเพิ่มขึ้นแน่ๆ แต่ข้อเสียคือคนที่ได้ประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวจะเป็นนายทุนรายใหญ่มากกว่ารายเล็กๆ ที่สำคัญมาตรการดังกล่าวทำให้การเก็บรายได้ของประเทศมีปัญหาตามมา

ลำพังที่ผ่านมาในปีงบประมาณ 2558 ไม่มีการลดหย่อนภาษีอะไรมาก การเก็บรายได้ของประเทศก็ต่ำกว่าเป้า 1.6 แสนล้านบาท รัฐบาลต้องไปหาเงินจากรัฐวิสาหกิจและกองทุนต่างๆ มาปะเพิ่ม แต่การเก็บรายได้ของรัฐบาลก็คาดว่ายังต่ำกว่าเป้าอีก 5-6 หมื่นล้านบาท และปีงบประมาณ 2559 ที่จะเริ่มขึ้นอีกไม่กี่วัน มองไปข้างหน้าก็จะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยจะแย่กว่าปีที่ผ่านมา ย่อมทำให้การเก็บรายได้ของประเทศลดลง ยิ่งมาลดหย่อนภาษีกันยกใหญ่ช่วงนี้ยิ่งทำให้ประเทศสาหัส

แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามอ้างว่า เมื่อลดหย่อนภาษีกระตุ้นให้มีการลงทุน และจะเก็บภาษีส่วนอื่นๆ ได้เพิ่มขึ้น จะเห็นว่าส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นจริงดังที่กล่าวอ้าง ที่เห็นได้ชัดคือการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เป็น 20% รัฐบาลก็อ้างว่าจะทำให้การเก็บภาษีได้มากขึ้น มีผู้เสียภาษีมาเข้าระบบเพิ่ม แต่ในความเป็นจริงนอกจากการเก็บภาษีนิติบุคคลไม่ได้เพิ่มขึ้น ผู้เสียภาษีก็ยังไม่ได้ขยาย และยังพบว่ามีผู้หลบหนีภาษีอีกจำนวนมาก

จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ภาคเอกชนได้เรียกร้องกับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ให้มีการนิรโทษกรรมภาษีผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย 2.7 ล้านราย แต่มีผู้เสียภาษีที่ถูกต้องอยู่ 7 แสนราย ที่เหลืออีก 2 ล้านราย ยังเสียภาษีไม่ถูกต้อง ซึ่ง รมว.คลัง คนใหม่ก็รับลูกจะดำเนินการให้ การดำเนินการนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ มีข้อดีและข้อเสียที่ต้องชั่งกันอย่างละเอียด

ข้อดีคือทำให้ผู้เสียภาษีไม่มีโทษที่เสียภาษีไม่ถูกต้องที่ผ่านมา และรัฐบาลหวังว่าผู้ประกอบการทั้งหมดจะเป็นเด็กดีเสียภาษีที่ถูกต้องตลอดไป

สำหรับข้อเสียคือการนิรโทษกรรมภาษี หากสรรพากรทำไปโดยที่ไม่มีกฎหมายรองรับ จะเป็นเรื่องผิดกฎหมายหรือไม่ และใครจะเป็นผู้รับผิดเรื่องนี้ เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรหรือฝ่ายการเมืองที่เป็นคนออกนโยบาย

นอกจากนี้ การนิรโทษกรรมภาษียังเป็นการเปิดช่องให้การโกงเงินภาษีของประเทศครั้งใหญ่ เพราะว่ากันตามข้อเท็จจริงหากผู้ประกอบการอยากเสียภาษีให้ถูกต้อง ก็ไปจดทะเบียนบริษัทใหม่และเสียภาษีให้ถูกต้อง เหมือนกับบริษัทห้างร้านบางแห่งที่มีปัญหากู้เงินแบงก์ไม่ได้ ก็ยังไปจดทะเบียนบริษัทใหม่ แต่งหน้าทาปากไปขอกู้เงินแบงก์พาณิชย์เป็นหมื่นล้านบาทก็ยังทำได้ ไม่จำเป็นต้องมาให้นิรโทษกรรมภาษีความผิดย้อนหลังอย่างที่ทำกันอยู่

การใช้มาตรการทางการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่สำคัญในภาวะที่เศรษฐกิจมีความอ่อนแอ แต่การออกมาตรการภาษีเพื่อเอื้อให้นายทุนกันแบบเทกระจาดจนเกินไป นอกจะไม่ได้ทำให้การปฏิรูปภาษีของประเทศเข้ารูปเข้ารอยแล้ว ยังทำให้ระบบภาษีของประเทศถูกท้าทายอย่างหนัก เมื่อคนทำไม่ถูกกำลังถูกชุบตัวให้ถูก และหากทำครั้งแรกได้ก็หนีไม่พ้นที่จะมีครั้งต่อๆ ไป

ข่าวล่าสุด

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย