posttoday
ตลาดหุ้นช็อก!! เผาหลอกหรือเผาจริง? (จบ)

ตลาดหุ้นช็อก!! เผาหลอกหรือเผาจริง? (จบ)

04 กันยายน 2558

โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์

โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์

เราได้คุยกันไปแล้วถึงสาเหตุที่ “ตลาดหุ้นช็อก” อันได้แก่ ตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ในขาขึ้นมาแล้วกว่า 6 ปี มาตรการ QE ตัวกระตุ้นตลาดหุ้นทั่วโลก...ปิดฉากลงแล้ว และ “น้ำมัน” ตัวชี้วัด...เศรษฐกิจโลก วันนี้...เรามาคุยกันต่อนะครับ

สี่ “จีน” ยักษ์ใหญ่ที่เริ่มอ่อนล้า

“จีน” เป็นประเทศที่สร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจโดยพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ในขณะที่จีนต้องพยายามรักษาอัตราการเจริญเติบโตในระดับที่ไม่ต่ำกว่า 7% ไว้ให้ได้ สาเหตุเป็นเพราะถ้าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนต่ำกว่านี้ จีนอาจต้องเผชิญกับปัญหาว่างงานของประชาชนจำนวนมาก และอาจนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมือง ซึ่งเป็น
สิ่งที่ผู้นำจีนรับไม่ได้

จีนรู้ดีว่า...การพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักนั้นไม่จีรัง จีนจำเป็นที่จะต้องค่อยๆ เปลี่ยนผ่านมาเป็นการพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก ซึ่งจะช่วยให้ประเทศจีนมีความสมดุลทางเศรษฐกิจมากขึ้น แต่แผนการดังกล่าวนี้คงจะต้องใช้เวลาอีกเป็นนับสิบปี

แล้วระหว่างการเปลี่ยนผ่านนี้...จีนจะทำอย่างไร? เพื่อให้เศรษฐกิจของจีนยังคงเติบโตในอัตราที่สูง จีนจะต้องยังคงสร้างความสามารถในการแข่งขันของตนให้ยังคงความแข็งแกร่งอยู่ ดังนั้นจึงเกิดเหตุการณ์
“การลดค่าเงินหยวน” เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง เพื่อปรับให้ “เงินหยวน” ต่ำพอที่จะแข่งขันกับประเทศอื่นได้

ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจภายในจีนเอง ก่อนหน้านี้มักจะถูกขับเคลื่อนด้วยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ภายหลังเกิดปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ทำให้รัฐบาลต้องหาทางเลือกอื่นในการเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุน “ตลาดหุ้น” ดูเหมือนว่าจะเป็นแหล่งที่เรียกความเชื่อมั่นและเม็ดเงินได้เป็นอย่างดี รัฐบาลจึงพยายามจูงใจนักลงทุน
รายย่อยให้ลงทุนซื้อหุ้น โดยการสนับสนุนอย่างไม่เป็นทางการในการกู้เงินมาซื้อหุ้น

ต่อมาเดือน มิ.ย.ของปีนี้ ตลาดหุ้นก็เข้าสู่ภาวะตกต่ำ จนทำให้นักลงทุนพากันขายหุ้นหนีตายรัฐบาลจีนก็ยังไม่ลดละที่จะสร้างความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นจีนให้กลับคืนมา จึงออกมาตรการให้บรรดาผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทต่างๆ ที่เป็นสถาบัน...ห้ามขายหุ้นออกมา แต่ตลาดหุ้นจีนก็ยังไม่ดีขึ้น...ยังคงดำดิ่งไม่พบก้นเหวอยู่ดี

ความไม่เชื่อมั่นในตลาดหุ้นดังกล่าว และราคาน้ำมันที่ตกต่ำ ได้สำแดงฤทธิ์เดชไปทั่วโลก โดยตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มตกลงอย่างหนักในช่วงปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ท้ายที่สุด จีนออกมาตรการแก้ไขปัญหาตลาดหุ้นตกต่ำ โดยอนุญาตให้กองทุนบำนาญข้าราชการของจีนสามารถลงทุนในตลาดหุ้นได้เป็นครั้งแรก โดยลงทุนได้ไม่เกิน 30% ของเงินลงทุน

ห้า เครื่องจักรหนึ่งเดียวที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกดีจริงหรือไม่?

ในขณะที่เศรษฐกิจในหลายประเทศกำลังประสบกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ สำนักวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจหลายสำนักก็ฟันธงว่า สหรัฐอเมริกาจะมีเศรษฐกิจที่หลุดพ้นจากภาวะตกต่ำ และจะเป็นประเทศหนึ่งเดียวที่จะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกได้ นอกจากนั้นก็ยังมีแนวโน้มที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อเป็นการสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในระยะยาวอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การตกต่ำของดัชนีหุ้นในตลาดหุ้นนิวยอร์กและตลาดหุ้นแนสแด็กในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ก็สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาก็ไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่หลายต่อหลายคนคิด และหากจะขุดลึกลงไปก็จะพบสิ่งที่ไม่น่าพิสมัยอีกหลายอย่าง

อัตราการว่างงานของสหรัฐอเมริกายังคงอยู่ในระดับสูงนั่นคือ 12% ของประชากรทั้งหมด และยังไม่มีแนวโน้มที่จะลดต่ำกว่านี้ อัตราค่าจ้างแรงงานยังคงที่ไม่มีการปรับขึ้น แสดงถึงแนวโน้มการจ้างงานที่ยังคงไม่ดีขึ้นของชาวอเมริกันสูงถึง 15% ของประชากรทั้งหมดยังต้องพึ่งแสตมป์อาหารที่ออกให้โดยรัฐบาล เพื่อประทังชีวิตของตนอยู่ทุกวันนี้ และที่สำคัญที่สุด 76% ของประชากรชาวอเมริกันไม่มีเงินออมเลย (http://www.cbsnews.com/news/shocking-number-of-americans-have-no-retirement-savings/)

หก “ตลาดหุ้นช็อก!!” เผาหลอกหรือเผาจริง?

แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์...วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2551 ปี 2558 ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยทั่วโลกเกือบจะเข้าใกล้ 0% รัฐบาลส่วนใหญ่ของหลายประเทศในโลกใบนี้ต่างล้วนประสบปัญหาขาดดุลงบประมาณ นั่นหมายถึงการไม่สามารถลดภาษีเพื่อช่วยนักลงทุนภายในประเทศได้ หรือการไม่สามารถเพิ่มเม็ดเงินของรัฐบาลในการอัดฉีดเศรษฐกิจได้

ทุกวันนี้ หนี้สินของประเทศจีนทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคประชาชนเพิ่มขึ้นเกือบสี่เท่าเมื่อเทียบกับวิกฤตเมื่อเจ็ดปีก่อน เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาทำท่าว่าจะดีขึ้น แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นบัวพ้นน้ำหรือไม่? “Zombie Economy” ในญี่ปุ่น ใช้เวลาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมาแล้วหลายสิบปี...ยังไม่ฟื้น และสุดท้าย... “เศรษฐกิจ ลูกผีลูกคน” ของบรรดาประเทศในกลุ่มยูโรโซน แล้วก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะฟื้น?

นอกจากนั้น ยังมีการลดต่ำลงอย่างรุนแรงของตลาดหุ้นทั่วโลก สะท้อนให้เห็นถึงสภาพเศรษฐกิจที่เปราะบางของหลายๆ ประเทศ แล้วก็ไม่มีใครรู้ว่า...“ตลาดหุ้นช็อก” ในครั้งนี้จะหยุดลงเมื่อใด และสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้จะนำไปสู่ “วิกฤตเศรษฐกิจ” อีกครั้งหนึ่งหรือไม่?

สำหรับประเทศไทย เรายังมีหนี้สาธารณะในระดับประมาณ 50% ของ GDP ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำ แต่เรามีหนี้ครัวเรือนสูงถึง 80% ซึ่งถือว่าสูงมาก จึงได้แต่หวังว่า รัฐบาลชุดปัจจุบัน พร้อมทั้งทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ จะสามารถนำพาประเทศชาติของเรารอดพ้นจาก “ความหายนะทางเศรษฐกิจ” ในครั้งนี้ไปได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท