posttoday
เงื่อนไขการเกิดรัฐประหาร : ชัวร์หรือมั่วนิ่ม?

เงื่อนไขการเกิดรัฐประหาร : ชัวร์หรือมั่วนิ่ม?

04 กันยายน 2558

โดย...ไชยันต์ ไชยพร

โดย...ไชยันต์ ไชยพร

ถ้าตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือกระหว่าง “ถูกฆ่าตาย” กับการมีชีวิตรอดแต่ “ต้องกลายเป็นทาส” แน่นอนว่า ทางเลือกที่มีแค่ 2 ทางเท่านั้น คือ ยอมตายดีกว่าอยู่อย่างทาสกับยอมเป็นทาสดีกว่าตาย แล้วแต่จะให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่ากัน

บางคนเชื่อว่าแก่นของคนคือเสรีภาพ แต่บางคนก็เชื่อว่าเรายังพอหาความสุขจากการมีชีวิตรอดได้อยู่แม้จะไม่มีเสรีภาพ จะว่าไปแล้ว คนส่วนใหญ่ในโลกตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ยอมแลกเสรีภาพกับการมีชีวิตรอดเสียมากกว่าจะยอมตายหากไร้เสรีภาพ เพราะหากคนส่วนใหญ่ให้ค่ากับเสรีภาพมากกว่าการมีชีวิตรอด ระบบทาสในประวัติศาสตร์คงอยู่ไม่ได้ยาวนาน และการยอมตกเป็นทาสในวันนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาผู้นั้นจะไม่ได้คิดที่จะหาทางหนีจากเป็นการทาส เพียงแต่ในสถานการณ์เฉพาะหน้า สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขาคือการเลือกที่จะมีชีวิตรอดก่อน และสักวันหนึ่งหากมีโอกาสที่คิดดีแล้วว่าหนีได้ ไม่มีใครตามล่าตัวเขากลับมาลงโทษได้เขาก็จะหนี เขาก็จะมีทั้งชีวิตและเสรีภาพ

เราจะพบว่าแม้ว่าระบบทาสจะมีอายุยืนยาวนาน แต่ก็มีทาสที่พยายามคิดหนีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่หากการหนีของเขาจะนำไปสู่อันตรายต่อชีวิต เช่น เมื่อหนีเข้าป่า ถูกเสือกัดหรือหมีตะปบตาย โดยเสือหรือหมีก็ไม่ได้ให้โอกาสเขาเลือกระหว่าง “การตกเป็นทาส” กับ “การตกเป็นอาหาร” เหมือนกับที่นายของเขาเปิดโอกาสให้เขาเลือกระหว่าง “ตาย” กับ “มีชีวิตรอดแต่ต้องเป็นทาส” เขาก็มีแนวโน้มที่จะตัดสินใจอยู่เป็นทาสต่อไปเสียดีกว่าหนีให้เมื่อย แล้วสุดท้ายต้องถูกเสือกัดตายอย่างน่าสยดสยองและต่อรองไม่ได้ และยิ่งถ้าการมีชีวิตรอดที่ไม่ถึงกับต้องแลกกับการเป็นทาสหรือต้องสูญเสียเสรีภาพทั้งหมด การแลกก็ย่อมสมเหตุสมผลมากขึ้น

จากที่กล่าวไปนี้ สามารถประยุกต์เข้ากับเรื่องการเมืองได้โดยโยงเข้ากับเรื่องการยอมรับการทำรัฐประหาร ดังที่มีนักวิชาการได้ตั้งประเด็นว่า “ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นก่อนหน้าการยึดอำนาจ เปิดความเป็นไปได้ที่มีความน่าจะเป็นเพียงใดที่จะเกิดสงครามกลางเมืองและความรุนแรงระดับมิคสัญญีที่จะนำมาใช้เป็นเหตุผลรองรับการยึดอำนาจ เราจะจำแนกได้อย่างไรระหว่างการเมืองที่เกิดขึ้นมาจากพื้นฐานของความกลัวตายและการหาอำนาจมาปกป้องชีวิตให้พ้นจากการตายด้วยความรุนแรง กับการอาศัยความกลัวอันนั้นมาสร้างเงื่อนไขสถานการณ์ที่เปิดทางไปสู่การยึดอำนาจ และมอบให้คณะรัฏฐาธิปัตย์เพียงผู้เดียวเข้าถืออาชญาสิทธิ์ในการควบคุมพลเมือง และเป็นผู้เดียวที่ใช้เหตุผลเพื่อออกกฎหมายที่เขาเห็นว่าเหมาะสมสำหรับการรักษาความสงบเรียบร้อย” (คอลัมน์พินิจการเมือง โพสต์ทูเดย์ 28 ส.ค. 2558)

หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ สมมติว่าสงครามกลางเมืองไม่ได้มีโอกาสเกิดขึ้นได้จริง แต่มีคนสร้างสถานการณ์จัดฉากให้คิดว่าจะเกิดสงครามกลางเมืองเพื่อทำให้เกิดความกลัวตายและเพื่อจะได้ยอมรับการอยู่ภายใต้อำนาจของเขา? ประเด็นคือ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์จริงหรือปลอม แต่ความกลัวที่เกิดขึ้นเป็นความกลัว จริงๆ พูดง่ายๆ ก็คือ เมื่อ “กระต่ายตื่นตูม” ต้องมาเจอกับ “เด็กเลี้ยงแกะ” ที่ต้องการควบคุมมวลกระต่ายให้อยู่ในอาณัติของตนนั่นเอง ขณะเดียวกันก็มีกระต่ายจำนวนหนึ่งร่วมมือกับเด็กเลี้ยงแกะในการสร้างสถานการณ์ด้วย และถ้าจะโยงไปสู่ความคิดของ โทมัส ฮอบส์ ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่สถานการณ์จริงหรือปลอม

แต่ประเด็นอยู่ที่ความกลัวเป็นสำคัญ เพราะนอกจากความกลัวแล้ว ฮอบส์ยังกล่าวถึงบทบาทสำคัญของความกระวนกระวายใจ โดยความกระวนกระวายใจหรือความกังวลใจนี้เกิดขึ้นจากความไม่รู้ของมนุษย์ โดยเฉพาะความไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตนในอนาคต หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ความไม่แน่นอนนั่นเอง

ความกังวลใจต่ออนาคตที่ไม่แน่นอนนี้เป็นพลังขับเคลื่อนให้มนุษย์พยายามหาคำตอบต่อสาเหตุของสรรพสิ่งต่างๆ เพราะการมีความรู้ดังกล่าวจะทำให้มนุษย์สามารถจัดการกับปัจจุบันให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับตัวเขาได้ดีกว่าการไม่รู้ และความกลัวในความไม่แน่นอนนี้เองที่เป็นแรงขับตามธรรมชาติที่ทำให้มนุษย์แสวงหาความรู้ในสาเหตุของสรรพสิ่งต่างๆ แต่ขณะเดียวกันมันก็กลับนำพาให้มนุษย์ลงเอยกับความเชื่อในพระเจ้าและผลพวงของการมีอยู่ของศาสนา ซึ่งฮอบส์เองก็ชี้ว่า “ความไม่รู้...นำมนุษย์ไปสู่ความเชื่ออะไรง่าย-งมงาย” ทำให้มนุษย์เชื่อในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อย่างมากมาย และความงมงาย-เชื่ออะไรง่ายๆ นำมนุษย์ไปสู่การโกหก และเสกสรรปั้นแต่งเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมา และเชื่อในสิ่งเหล่านี้อีกด้วย

ก่อนวันที่ 22 พ.ค. 2557 สงครามกลางเมืองอาจจะไม่เกิด แต่ที่เกิดขึ้นแน่ๆ ก็คือ ความกลัว ความกระวนกระวายที่เกิดจากความไม่แน่นอนในชีวิต ความไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตของตน รัฐบาลที่มีหน้าที่ทำให้เกิดความมั่นคงแน่นอนในชีวิต ก็ไม่สามารถทำหน้าที่ดังกล่าวนี้ได้ หากไม่มีพระเจ้าให้เชื่อหรือมาช่วย แต่มีอำนาจของมนุษย์เดินดินที่พอจะทำให้เกิดความแน่นอนในชีวิตโดยเฉพาะการมีชีวิตรอด (แม้ว่าจะเป็นการคิดไปเองว่ากำลังมีอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตก็ตาม!) แม้นว่าจะต้องยอมแลกกับสิทธิเสรีภาพมากมายเพื่อสร้างให้มนุษย์เดินดินบางคนมีอำนาจที่ว่านี้และใช้มันไปเพื่อให้เกิดความสงบความแน่นอนในชีวิต มนุษย์ในความคิดของฮอบส์ก็จะยอมแลก

อย่างไรก็ตาม ทั้งหลายทั้งปวงในทฤษฎีการเมืองของฮอบส์ โดยเฉพาะการอธิบายสภาวะธรรมชาติและสภาวะสงคราม เขาก็บอกกล่าวย้ำไว้ชัดเจนแล้วว่า มันไม่ได้เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์หรือเป็นข้อเท็จจริง แต่มันเป็นเพียง “สมมติฐาน” ที่เขาตั้งขึ้นมาว่า หากทำ A ย่อมจะเกิด B หรือหากต้องการจะได้ X ก็ต้องยอมเสีย Y ไป ดังนั้นจึงป่วยการที่จะตั้งคำถามว่า เราจะจำแนกสถานการณ์จริงกับไม่จริงในการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้อย่างไร ประเด็นจึงอยู่ที่ว่าเราต้องพิสูจน์สมมติฐานเกมของฮอบส์โดยเอาชีวิตของตัวเอง และ/หรือรวมทั้งของผู้คนอื่นๆ เป็นเดิมพันเช่นนั้นหรือ!?

แต่ก็น่าคิดว่า อังกฤษ ฝรั่งเศส และอเมริกา ล้วนแต่ผ่านประสบการณ์สงครามกลางเมืองมาแล้วทั้งนั้น แต่ไทยยังไม่มี ยกเว้นเราจะเชื่อว่าหากไทยมีสงครามกลางเมืองแล้ว ประชาธิปไตยของเราจะเจริญก้าวหน้าเหมือนสามประเทศนั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท