
เมื่อสิทธิมนุษยชนโดน ‘SLAPP’
โดย...จิรวัฒน์ สุริยะโชติชยางกูล
โดย...จิรวัฒน์ สุริยะโชติชยางกูล
เมื่อ การฟ้องร้องในกระบวนยุติธรรมไม่ได้ถูกใช้เพื่อแสวงหาความยุติธรรม แต่ถูกใช้เป็นยุทธศาสตร์เพื่อทำให้เสียงของการเรียกร้องสิทธิและการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นจริงต่อสาธารณะอ่อนแรงและเงียบลงไป วิธีการนี้กำลังเป็นที่นิยม ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างบริษัทเอกชนกับภาคประชาชนในหลายๆ ประเทศ ไม่เว้นแม้กระทั่งในไทยและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ใจความสำคัญข้อหนึ่งที่บทความเรื่อง Asymmetrical Legal Protection for Human Rights Abuses Associated with Corporations : the Use of Legal Threats against Human Rights Defenders and Victims พยายามนำเสนอก็คือ แม้ว่าบริษัทต่างๆ ได้แสดงถึงความมุ่งมั่นและระบุเป็นนโยบายว่า การปกป้องสิทธิมนุษยชนจะเป็นความรับผิดชอบของบริษัทเหล่านั้น แต่ในทางปฏิบัติบริษัทเหล่านั้นมักจะเพิกเฉย หลักฐานชิ้นสำคัญก็คือ SLAPP
SLAPP ย่อมาจาก Strategic Lawsuit against Public Participation โดย Canan และ Pring นักทฤษฎีกฎหมายชาวอเมริกันเป็นผู้คิดค้นคำนี้ขึ้น ความหมายของ SLAPP คือ การฟ้องร้องที่ปราศจากการแสวงหาความยุติธรรมอันเป็นสาระสำคัญ (Substantial Merit) โดยภาคเอกชนเพื่อหยุดพลเมืองไม่ให้ใช้สิทธิทางการเมืองเพื่อลงโทษพวกเขา
ตัวอย่างเช่น การฟ้องหมิ่นฐานประมาท การฟ้องร้องในกระบวนยุติธรรมเหล่านั้นจึงไม่ได้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อมุ่งแสวงหาความยุติธรรม แต่เป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อกดดัน จำกัดการแสดงออก เพราะต้องวิ่งเต้นสู้คดี และยุติข้อเรียกร้องจากกลุ่มที่เคลื่อนไหว
ตัวอย่างในสหรัฐบ่งชี้ถึงการฟ้องร้องแบบ SLAPP ที่ปราศจากการแสวงหาความยุติธรรมอันเป็นสาระสำคัญ (Substantial Merit) คดีความแบบ SLAPP ที่บริษัทเอกชนในฐานะโจทก์เป็นผู้ชนะคดีจึงมีสัดส่วนน้อยกว่า 10% ในขณะที่ประชาชนที่อยู่ในฐานะจำเลยชนะคดีกลับมีสัดส่วนสูงถึง 77%
คำถามก็คือ แล้วบริษัทเอกชนที่ใช้วิธีการ SLAPP ฟ้องร้องเพื่ออะไร?
หลักการทำงานของ SLAPP ก็คือ การฟ้องร้องดังกล่าวจะทำให้ขบวนการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนต้องเสียเวลานาน และมีค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการต่อสู้คดีความในฐานะจำเลยในศาล ทำให้ลดทอนทรัพยากรของการขับเคลื่อนผลประโยชน์ของสาธารณะ จนเสียงของการเรียกร้องอ่อนแรงลงไปเอง
ยิ่งในประเทศที่ภาระการพิสูจน์ในคดีหมิ่นประมาทเป็นของจำเลย ต้นทุนที่ตกกับขบวนการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิจะยิ่งทวีคูณ
ในปี 2534 บริษัท แมคโดนัลด์ ฟ้องหมิ่นประมาทนักเคลื่อนไหวของกลุ่ม Greenpeaceสองคนในประเทศอังกฤษ ซึ่งได้ตีพิมพ์แผ่นพับว่า แมคโดนัลด์ผลิตอาหารโดยใช้แรงงานไม่เหมาะสม ขายอาหารที่ทำให้สุขภาพแย่ลง สนับสนุนการทำลายป่า รวมทั้งใช้การโฆษณาเจาะจงเพื่อจูงใจเด็กๆ
นักเคลื่อนไหวทั้งสองคน ในฐานะจำเลยต้องพิสูจน์ในศาลว่า ข้อกล่าวหาของพวกเขาเป็นความจริง คดีนี้ใช้เวลา 7 ปี และกว่าคดีจะได้ข้อยุติ จำเลยต้องสูญเสียเงินไปประมาณ 481.5 ล้านบาท ในการพิสูจน์ ท้ายที่สุดศาลได้พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายให้บริษัท แมคโดนัลด์ ไป 2.9 ล้านบาท
คดีแมคโดนัลด์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า SLAPP มีพลังมากแค่ไหนที่จะทัดทานและป้องปรามนักเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิในเรื่องที่เป็นผลประโยชน์สาธารณะ คดีดังกล่าวเป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างที่ฝ่ายเรียกร้องสิทธิจะสามารถรวบรวมทรัพยากรมาต่อสู้คดีในศาลจนถึงที่สุด
อย่างไรก็ตาม ผลพลอยได้จากการต่อสู้คดีแมคโดนัลด์ คือ การตอบโต้กลับจากจำเลย (Backfire Effect) ซึ่งใช้กระบวนการยุติธรรมดังกล่าวพิสูจน์ข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับบริษัทเอกชนที่มีผลกระทบต่อประชาชน และสามารถผลักดันเป็นประเด็นโต้เถียงในสาธารณะได้ ดังนั้นผู้ใช้ SLAPP จึงมีความเสี่ยงเช่นกันในการใช้กระบวนการยุติกรรมเพื่อยุติการต่อต้าน
แต่การตอบโต้ SLAPP แบบคดีแมคโดนัลด์ในอังกฤษนั้นคงเกิดขึ้นเกิดได้ไม่บ่อยนัก ข้อเท็จจริงประการหนึ่งก็คือ กลุ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิมีเงินต่อสู้คดีในศาลน้อยกว่าบริษัทเอกชนมาก คดีเอ็นจีโอชาวฟินแลนด์ที่ถูกฟ้องจากบริษัทผลไม้ของไทยในปี 2556 จะเป็นข้อพิสูจน์ในกรณีนี้เช่นกัน
SLAPP จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐต่างๆ จะต้องแสดงเจตจำนงที่เข้มแข็งในการปกป้องสิทธิในการแสดงความคิดเห็น ในเรื่องที่เป็นธุระของสังคมให้มีความเท่าเทียมกันมากยิ่งขึ้น มิเช่นนั้น SLAPP จะเป็นเพียงหลักฐานที่ฟ้องว่า รัฐนั้นๆ ใส่ใจกับสิทธิมนุษยชนพื้นฐานในการอยู่รวมกันเป็นสังคมมากน้อยเพียงใด







