posttoday
แก้เงินฝืดครัวเรือนไม่ง่าย ถ้าเศรษฐกิจยังฟุบ

แก้เงินฝืดครัวเรือนไม่ง่าย ถ้าเศรษฐกิจยังฟุบ

03 กันยายน 2558

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

ปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้คือเศรษฐกิจชะลอตัวลงทุกด้าน ทั้งส่งออก การลงทุน การบริโภคลดลงหมด  ความจริงที่กำลังเผชิญคือครัวเรือนที่เป็นเกษตรกรและมีรายได้น้อยอยู่ในกลุ่มฐานรากกำลังประสบปัญหาเงินฝืด หาได้ไม่พอใช้จ่าย ส่วนเศรษฐีที่ไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากภาวะเศรษฐกิจ ก็ไม่ใช้จ่ายเงินเพราะผลทางจิตวิทยาคือไม่แน่ใจว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

ปัญหาของการไร้เงินหล่อเลี้ยงระบบและการไม่เห็นว่าจะมีปัจจัยบวกอะไรเข้ามาทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ทำให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า ในไตรมาส 2 ปี 2558  ปัญหาภัยแล้งทำให้การจ้างงานภาคเกษตรลดลง 5.8% ขณะที่การจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 2.6% คาดว่าจะมีผู้ว่างงานในไตรมาส 2 จำนวน 3 แสนคน อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.88%

ประเด็นที่ต้องติดตาม คือ รายได้ของแรงงานและการเฝ้าระวังการเลิกจ้างแรงงานจากผลกระทบส่งออกที่ยังมีแนวโน้มลดลง และการย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

รายได้ครัวเรือนที่ลดลงแต่อัตราหนี้ครัวเรือนของเกษตรกรเพิ่มขึ้น เนื่องจากรายได้เกษตรกรโดยรวมลดลงตามราคาผลผลิตและอาจมีภาระหนี้สินจากการทำเกษตร ทำให้การบริโภคของกลุ่มฐานรากเปราะบางมาก

ภาวะเช่นนี้ทำให้เกิดเงินฝืดในระบบเศรษฐกิจ การค้าขายฝืดเคือง แม้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยืนยันว่ายังไม่เกิดเงินฝืดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ โดยให้เหตุผลว่าอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวต่ำแต่ก็ยังไม่ติดลบ ถึงแม้อัตราเงินเฟ้อตลอด 8 เดือนของปีนี้จะติดลบไป 0.89% สะท้อนว่ากำลังซื้อของประชาชนไม่เพิ่มขึ้นเลย

กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าเงินเฟ้อที่ลดลงยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เห็นได้จากจำนวนรายการสินค้าที่ปรับขึ้นราคามีทั้งสิ้น 148 รายการ ซึ่งยังมากกว่าสินค้าที่ลดราคาลงที่มีจำนวน 111 รายการ ขณะที่รายการสินค้าที่ไม่เปลี่ยนแปลงราคามีจำนวน 191 รายการ

นอกจากนี้ การที่ราคาสินค้าโดยทั่วไปมีราคาถูกลงก็เป็นผลมาจากต้นทุนการผลิตลดลง แต่การที่ประชาชนจับจ่ายน้อยลงอาจจะมาจากความไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจ ไม่ใช่เป็นเพราะเข้าสู่ภาวะเงินฝืด อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่ไม่รวมราคาอาหารสดและพลังงานยังเป็นบวก โดยยังขยายตัว 0.89% เมื่อเทียบกับปีก่อน แสดงถึงการบริโภคของประชาชนยังคงมีอยู่ ประชาชนมีการใช้จ่ายแต่ผู้บริโภคอาจมีการระมัดระวังการใช่จ่ายมากขึ้น เพราะความไม่มั่นใจเศรษฐกิจ

แม้รัฐบาลจะไม่รับว่าเกิดเงินฝืดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ แต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นวงเงิน 1.3 แสนล้านบาท ที่ผ่านมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา เป็นมาตรการอัดฉีดเงินเข้าสู่ฐานรากทั้งสิ้น โดยใส่เงินผ่านกองทุนหมู่บ้านและการเร่งรัดให้ทำโครงการขนาดเล็กต่ำกว่า 1 ล้านบาท เพื่อเพิ่มการจ้างงานและเพิ่มรายได้ให้กับกลุ่มรากหญ้า

แต่เงินแค่นี้อาจจะช่วยบรรเทาภาวะเงินฝืดเคืองของครัวเรือนได้ระดับหนึ่ง เพราะเมื่อได้เงินมาสิ่งที่ครัวเรือนจะทำมี 2 อย่าง คือ ลดภาระหนี้เดิมและนำเงินไปใช้จ่ายหรืออาจจะทำทั้งสองอย่าง ดังนั้นไม่สามารถคาดเดาได้ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาลจะช่วยให้จีดีพีขยายตัวได้เท่าไหร่ เนื่องจากการหมุนรอบของเงินอาจจะเกิดขึ้นไม่กี่ช่วงก็เป็นได้

สศช.ระบุว่า หนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในไตรมาส 2 มีมูลค่า 94,433 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.5% และมีสัดส่วนต่อสินเชื่อรวม 2.65% สินเชื่อภายใต้การกำกับผิดนัดชำระเกิน 3 เดือน มีมูลค่า 15,728 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.8% และเป็นสัดส่วน 5% ต่อยอดคงค้างรวมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ยอดคงค้างชำระบัตรเครดิตเกิน 3 เดือน มีมูลค่าเท่ากับ 9,594 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% และเป็นสัดส่วน 3.2% ต่อยอดคงค้างรวม เป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนความสามารถในการชำระหนี้ที่ลดลง

แต่จำนวนหนี้ครัวเรือนทั้งระบบขณะนี้อยู่ที่ระดับ 80% ของจีดีพี ซึ่งเป็นอัตราที่ยังรับว่าสูงมากหากรวมหนี้นอกระบบเข้าไปด้วย อาจจะทำให้อัตราหนี้ครัวเรือนที่แม้จริงอยู่ที่ 100% ของจีดีพีก็เป็นไปได้

บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย เห็นว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาลด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าชุมชน โดยเฉพาะเงินกองทุนหมู่บ้านถือเป็นยาแรงที่สุดและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด เพราะเป็นการเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อยในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว แต่รัฐต้องกำหนดหลักเกณฑ์ในการปล่อยสินเชื่อให้รัดกุมเพื่อไม่ให้ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ และเชื่อว่ามาตรการนี้จะไม่ทำให้เกิดปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น เนื่องจากเงินดังกล่าวรัฐบาลรับภาระแทนประชาชนทั้งหมด

ถึงรัฐจะฉีดเงินเข้าไปในระบบ แต่หากภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวการค้าขายอาจจะกระเตื้องขึ้นนิดหน่อยแล้วก็จะฟุบลงไปอีก

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ หากเศรษฐกิจไทยซึ่ง 60% ของจีดีพีพึ่งพาการส่งออก ส่วนนี้ไม่ฟื้นตัวขึ้น ภาพรวมเศรษฐกิจไม่ดี เมื่อเงินหมุนรอบไปจนถึงรอบที่เข้าสู่ธนาคารพาณิชย์ ไม่ว่าจะมาในรูปเงินฝากหรือชำระคืนเงินกู้ เงินจำนวนนี้ก็จะค้างอยู่ในระบบธนาคารไม่ได้ถูกปล่อยออกมาหมุนเวียนในระบบ เพราะธนาคารไม่รู้จะปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจอะไร ส่วนคนที่นำเงินไปฝากเก็บไว้เพื่อความมั่นคงในชีวิตได้เงินมาก็ไม่ใช้ วงรอบของเงินก็จะหยุดวงจรไว้แค่นี้

ฉะนั้น หากรัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อก็ต้องอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบอีก จะหยุดกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ เพราะหยุดเมื่อไหร่เศรษฐกิจก็จะฟุบลงมา ปัญหาเงินฝืดของครัวเรือนก็จะกลับมาอีก

โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า หากการส่งออกไม่ดีรัฐบาลก็จะหันมาเน้นการบริโภคในประเทศทดแทน เรียกร้องให้ลดดอกเบี้ย กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการต่างๆ ทำโครงการประชานิยม แต่ขณะนี้ก็ใช้ไม่ได้แล้ว เพราะคนไทยบริโภคจนหนี้ครัวเรือนสูง ประเภทการซื้อเปลี่ยนไป จากที่ซื้อของบ่อยๆ ใช้ของสิ้นเปลืองก็หันมาซื้อสินค้าที่มีประโยชน์ ซื้อสินค้าน้อยชิ้นลง มีอายุการใช้งานนานขึ้น ผู้ผลิตก็ต้องหันมาผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการผู้บริโภค

กับดักเศรษฐกิจที่เราเผชิญในขณะนี้เป็นเรื่องปัญหาโครงสร้างที่ต้องเปลี่ยน ถ้าไม่เปลี่ยนอนาคตประเทศจะลำบาก เราจะติดกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลางต่อไป

ทางออกของรัฐบาลที่จะแก้ปัญหาเงินฝืดภาคประชาชน เพื่อให้เศรษฐกิจมีแรงส่งให้เดินหน้าต่อไปได้ มีแค่การใส่เงินกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องแบบหยุดไม่ได้หรือพยุงเศรษฐกิจรอคอยให้เศรษฐกิจโลกดีขึ้น เศรษฐกิจไทยในภาพรวมก็จะดีขึ้นปัญหาเงินฝืดจะคลี่คลายไปเอง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท