
คดีประวัติศาสตร์
โดย...อรุณ จิรชวาลา
โดย...อรุณ จิรชวาลา
อย่าว่าแต่พวกเราชาวบ้านที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงเลยครับ ว่ากันว่าแม้แต่ตัวผู้ต้องหาเองก็คาดไม่ถึงว่าจะติดคุก ต่างไม่นึกว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะตัดสินคดีการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยอย่างเด็ดขาดขนาดนี้
ความจริงผมรู้จักผู้ต้องหาบางคนเป็นการส่วนตัว เพราะอยู่ในวงการเดียวกัน คือวงการธนาคารมาเป็นเวลานาน ยอมรับว่ารู้สึกใจหายและเห็นใจทั้งเจ้าตัวและครอบครัว แต่ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารู้สึกชื่นชมกระบวนการยุติธรรมที่ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับการต่อสู้ปัญหาคอร์รัปชั่นที่ฝังรากลึกอยู่ในวงการเมืองและวงการข้าราชการของเรา ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงและทำกันอย่างโจ๋งครึ่มมากขึ้น
คดีนี้เกี่ยวกับคอร์รัปชั่นผ่านกระบวนการปล่อยสินเชื่อของระบบธนาคาร ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งที่ทำได้ไม่ยากนัก และทำแล้วสามารถได้เงินก้อนโตไปแบ่งปันกัน กรณีนี้อยู่ในระดับหมื่นล้านบาท
ในอดีตธนาคารกรุงไทยก็เคยอื้อฉาวเพราะเรื่องประเภทนี้มาแล้ว เคยขาดทุนป่นปี้จนรัฐบาลต้องเข้าไปเพิ่มทุนให้นับแสนล้านบาท
กระบวนการอาจดูซับซ้อน ต้องใช้คนจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นคนมีการศึกษาสูง และหลายคนมีหน้ามีตาในวงสังคม แต่ความจริงง่ายกว่าที่คิด เพราะธนาคารมีโครงสร้างพื้นฐานด้านสินเชื่อรองรับอยู่แล้ว เพียงจัดสรรคนลงไปในตำแหน่งที่เป็นกุญแจสำคัญเป็นการล่วงหน้า เริ่มจากคณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงที่สรรหากันตามใบสั่งทางการเมือง ส่วนภายในธนาคารก็โปรโมทและโยกย้ายคนที่อาสารับใช้และยินยอมร่วมมือเข้ามาอยู่ในตำแหน่งที่เอื้อต่อการทุจริต เช่น เจ้าหน้าที่สินเชื่อ ที่แต่ไหนแต่ไรก็ถนัดเรื่องสินบนใต้โต๊ะอยู่แล้ว ตลอดจนลูกน้องและคนสนิทของผู้มีอำนาจต่างๆ
กรณีนี้มีการอ้างคำสั่งของบิ๊กบอส ซึ่งทำให้มีคนเกรงใจและไม่กล้าขวางทางปืนมากขึ้น เข้าใจว่าส่วนใหญ่ไม่ได้ผลประโยชน์โดยตรง หลายคนไม่เห็นด้วย รวมทั้งบางคนได้แสดงความคิดเห็นคัดค้าน แต่เมื่อมีใบสั่งบอกว่าต้องได้ ก็ไม่กล้าขัดขวาง ยอมให้ความไม่เห็นด้วยเป็นเพียงคำพูดที่ไม่มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน
มีบางคนพยายามเอาตัวรอดด้วยการขอลาประชุมเมื่อทราบว่าจะมีวาระนี้เข้า โดยอาจจะอ้างว่าติดภารกิจด่วน เจ็บป่วย หรืออยู่ระหว่างเดินทาง แต่ครั้งนี้ต่างจากในอดีตที่การไม่อยู่ในที่ประชุมไม่ช่วยให้รอด ข้อแตกต่างที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ในอดีตจำนวนคนที่ถูกลงโทษมักจะจำกัดอยู่ที่คนที่ต้องรับผิดชอบโดยตรงเพียงคนเดียว หรือไม่กี่คน อาจจะด้วยเหตุนี้ที่ทำให้หลายคนชะล่าใจ ไม่เผ่นหนีไปอยู่ต่างประเทศเสียก่อน
ผมมีประเด็นอื่นที่อยากจะพูดถึงดังนี้
หนึ่ง ตามข่าวบอกว่ามีผู้ใกล้ชิดบิ๊กบอส 4 คน ถูกตัดชื่อออกในชั้นอัยการ ทำให้รอดพ้นความผิดและรอดคุกตะราง มีคนตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเพราะอัยการเป็นหน่วยงานราชการ จึงต้องปกป้องฝ่ายการเมืองซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา หรืออดีตผู้บังคับบัญชา
หากจะให้อัยการมีบทบาทในการต่อสู้กับปัญหาคอร์รัปชั่น สำนักงานอัยการควรเป็นองค์กรอิสระ อาจจะให้ปกครองกันเองคล้ายกับของระบบศาล ที่การเมืองเข้าไปแทรกแซงไม่ได้ หรือแทรกแซงได้ยาก
ผมอยากเสนอเพิ่มเติมด้วยซ้ำไปว่า ให้มีระบบปูนบำเหน็จอัยการที่เกาะติดและขุดคุ้ยเรื่องทุจริตจนทำให้ผู้กระทำความผิดถูกลงโทษ ผมขอยกตัวอย่างเรื่องที่เกิดในต่างประเทศที่อัยการอิสระกัดไม่ปล่อยจนผู้นำสูงสุดเกือบหลุดจากตำแหน่งมาแล้ว นั่นก็คือเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน กับเสมียนสาว โมนิกา ลูวินสกี
เรื่องทำนองนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นในระบบงานอัยการปัจจุบันของเรา อย่าลืมว่าแม้แต่คดีประวัติศาสตร์นี้ อัยการก็ไม่ใช่ต้นเรื่อง หากไม่มี คตส. เรื่องนี้อาจไม่กลายเป็นคดีที่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเลยก็เป็นได้
สอง บรรทัดฐานใหม่ที่เกิดจากการตัดสินคดีประวัติศาสตร์นี้ ทำให้ต่อไปไม่เฉพาะคนโกงเท่านั้นที่อาจจะไม่มีแผ่นดินอยู่ แต่การยอมตกเป็นเครื่องมือของคนโกง ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม ก็เสี่ยงต่อการไม่มีแผ่นดินอยู่เช่นกัน
ที่ผ่านมา คนที่จะมีโอกาสเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานในหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ หากไม่ทุจริตและส่งส่วยเสียเอง ก็มักจะต้องวางเฉย ไม่ขัดขวาง หรือยอมให้ความร่วมมือในทางอ้อม คนที่ไม่ยอมให้ความร่วมมือจะกลายเป็นคนขวางโลก ได้ชื่อว่าขาดความยืดหยุ่น ไม่เหมาะที่จะเติบใหญ่ในองค์กร
แม้แต่องค์กรที่ควรจะช่วยปกป้องความถูกต้องโดยตรง ผมขอยกตัวอย่างที่เกี่ยวกับตลาดหุ้น เช่น ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ และไอโอดี แต่ละปีก็จะให้รางวัลจริยธรรมดีเด่นกับรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในตลาด รวมทั้งธนาคารกรุงไทย โดยที่รู้ทั้งรู้ว่ากระบวนการสรรหากรรมการและซีอีโอเป็นไปตามใบสั่ง เป็นกระบวนการที่ไร้จริยธรรมอย่างสิ้นเชิง
สาม จำนวนคนที่เกี่ยวข้อง และที่รู้เรื่องดีแต่ไม่พูด ในความเป็นจริงมีมากกว่าที่ถูกกล่าวโทษเป็นจำนวนมาก ตัวอย่างเช่นหน่วยงานที่ทำเรื่องเบิกจ่าย เป็นไปได้อย่างไรที่ปล่อยให้มีการเบิกเงินกู้โดยไม่มีโครงการจริง หรือโดยไม่มีใบเสร็จ หรือเพื่อไปเข้าบัญชีบุคคลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานด้านบริหารความเสี่ยง หน่วยงานด้านควบคุมการปฏิบัติตามกฎ รวมทั้งหน่วยงานด้านการตรวจสอบ เป็นต้น
ข้อสุดท้าย เรื่องนี้เป็นเพียงหนึ่งในเรื่องราวของการทุจริตคอร์รัปชั่นนับร้อยนับพันเรื่อง เปรียบเสมือนส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ ยังมีก้อนมหึมาที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผิวน้ำ ยังมีหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจอื่น รวมทั้ง ครม.บางคณะ ที่การคอร์รัปชั่นก็เฟื่องฟูไม่แพ้กัน
รูปแบบของคอร์รัปชั่นก็สารพัด ไม่จำกัดเฉพาะการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร เช่น การขายทรัพย์สิน การจัดซื้อจัดจ้าง การประมูลงาน การให้สัมปทาน การเอาหุ้นเข้าไปจดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ตลอดจนการออกกฎหมายหรือแก้กฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของตัวเองและพวกพ้อง เป็นต้น
ที่อยากเห็นโดนตัดสินลงโทษโดยเร็วที่สุดหนีไม่พ้นเรื่องทุจริตจำนำข้าว เพราะเป็นเรื่องที่ทำความเสียหายให้กับประเทศชาติหลายแสนล้านบาท มากกว่าคดีปล่อยกู้ที่ธนาคารกรุงไทยหลายสิบเท่า







