posttoday
เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนทิศ ชาติกำลังพัฒนาอย่าช้าต้องปรับตัว

เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนทิศ ชาติกำลังพัฒนาอย่าช้าต้องปรับตัว

03 กันยายน 2558

โดย...ธนพล ไชยภาษี

โดย...ธนพล ไชยภาษี

ตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา จากความเป็นดาวเด่นของเศรษฐกิจโลก มาในวันนี้กลับกลายเป็น “ตัวปัญหา” ที่กำลังจะฉุดความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ขนาดใหญ่ทั้งหลาย เช่น บราซิล หรือจีนที่ขณะนี้กำลังเข้าสู่อาการป่วยไข้อย่างรุนแรง

อย่างกรณีของบราซิลนั้น เพียง 6 ปีก่อน ทั่วโลกต่างจับตากันว่าบราซิลจะกลายเป็นดาวเด่นของเศรษฐกิจโลก ด้วยการขยายตัวของจีดีพีอย่างร้อนแรงถึง 7.6% ในปี 2010 ในปีเดียวกันนั้น บราซิลยังได้ดุลการค้าสูงถึง 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่ในวันนี้เศรษฐกิจบราซิลกลับอยู่ในภาวะถดถอยลงอย่างน้อย 2% อย่างแน่นอนในปีนี้ และบราซิลยังขาดดุลการค้ามากถึง 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเข้าไปแล้ว ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาเมื่อถึงเดือน ก.ค.

จีนก็ประสบกับชะตากรรมเช่นเดียวกัน จากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มากกว่า 8% โดยเฉลี่ย มาในปีนี้คาดว่าจีนจะเติบโตได้เพียง 7% เท่านั้น ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อยมองว่าจีนจะเติบโตได้แค่ราวๆ 6% กว่าๆ ด้วยซ้ำ ขณะที่ภาคการผลิตในเดือน ส.ค. ล่าสุดของจีนตกต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี ลดมาอยู่ที่ 49.7 จุด ต่ำกว่า 50 จุด ซึ่งหมายถึงเข้าสู่ภาวะถดถอยทางด้านการผลิตแล้ว

กรณีของบราซิลและจีนนั้น คือตัวอย่างของความย่ำแย่ที่เกิดขึ้นกับบรรดาเศรษฐกิจเกิดใหม่ และประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก โดยนักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าภาวะที่เกิดขึ้นกับกลุ่มประเทศเหล่านี้เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทิศทางของเศรษฐกิจโลกอย่างฉับพลัน ในขณะที่ประเทศเหล่านี้ยังคงพึ่งพาโมเดลทางเศรษฐกิจแบบเดิมๆ อยู่

โมเดลที่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาใช้ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจมาตลอดหลายปีนั้น แน่นอนว่าประกอบไปด้วย 2 ปัจจัยสำคัญ

ประการแรก นั่นก็คือการพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก

ประการที่สอง คือการพึ่งพาทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้าสู่ตลาดทุน

ที่ผ่านมานั้นความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจประเทศเหล่านี้ได้รับอานิสงส์จากการค้าโลกที่เฟื่องฟู และการเคลื่อนย้ายทุนอย่างเสรีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รุนแรง และมหาศาล จนทำให้ประเทศเหล่านี้มีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วอย่างน่าจับตา

แต่กระนั้นต้องยอมรับกันว่า ทิศทางของเศรษฐกิจโลกในวันนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และทำให้การส่งออกของประเทศเหล่านี้กำลังจะแห้งตาย ขณะที่กระแสทุนก็กำลังไหลออกจากตลาดประเทศกลุ่มนี้เช่นกัน

ทั้งนี้ ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ส่วนใหญ่ ซึ่งอาจจะยกเว้นจีนนั้น ต่างพึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลักสำหรับการสร้างรายได้ของประเทศ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมานั้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ได้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง และตกลงมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ทีเดียว อันเป็นผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐ ดังนั้น ประเทศที่ส่งออกสินค้าประเภทนี้ เช่น บราซิล นั้นจึงได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง และยากที่จะหลีกเลี่ยง

ผลสืบเนื่องจากการส่งออกที่ซบเซาดังกล่าวนั้น ได้ทำให้ความมั่นใจต่อเศรษฐกิจของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เหล่านี้ถูกบั่นทอนลง และทำให้เกิดภาวะทุนไหลออกอย่างต่อเนื่อง

ที่เลวร้ายไปยิ่งกว่านั้นก็คือ ที่ผ่านมาต้องยอมรับกันว่า ภาวะความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในตลาดประเทศกำลังพัฒนานั้น คืออานิสงส์จากการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทางการเงินแบบผ่อนปรนเชิงปริมาณ หรือที่เรียกกันว่า “คิวอี” ในสหรัฐ

การพิมพ์เงินออกมาอย่างมหาศาลเพื่อสร้างสภาพคล่องและกระตุ้นเศรษฐกิจในสหรัฐ ได้ทำให้กระแสทุนมหาศาลหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดทุนในสหรัฐเองและยังไหลไปทั่วโลก โดยเฉพาะในตลาดประเทศกำลังพัฒนาที่มีดอกเบี้ยและผลตอบแทนที่ดีกว่า ดังนั้นตลาดทุนของประเทศเหล่านี้จึงได้รับผลประโยชน์จากคิวอีในสหรัฐไปอย่างเต็มที่เช่นกัน

แต่กระนั้น ในขณะนี้นโยบายคิวอีในสหรัฐยุติลงไปเป็นที่เรียบร้อย พร้อมกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในสหรัฐที่กำลังจะตามมา ซึ่งจะทำให้เกิดผลตามมาก็คือ นอกเหนือจากที่ทุนจะไม่ไหลเข้าสู่ตลาดของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้แล้ว กระแสทุนยังจะไหลออกกลับสู่สหรัฐอย่างรวดเร็วอีกด้วย 

“โมเดลทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่นั้น พึ่งพาการไหลเข้าของกระแสทุน แต่ทว่าวงจรนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะว่าสภาพคล่องจากเงินเหรียญสหรัฐได้หายไป ทำให้สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤตและดูเหมือนว่าจะแย่ลงเรื่อยๆ” อาทุล เลเล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายลงทุนของบริษัท เดลเทค อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป ให้ความเห็นในรายงานของวอลสตรีทเจอร์นัล 

ขณะเดียวกัน ภาวะความซบเซาของการค้าโลกที่หดตัวลงรุนแรงในปี 2015 ยังเป็นตัวเร่งให้ประเทศกำลังพัฒนาเผชิญหน้างานยากทางเศรษฐกิจอีกด้วย โดยข้อมูลจากสำนักงานนโยบายเศรษฐกิจของเนเธอร์แลนด์ พบว่าในช่วงไตรมาสแรกของปี 2015 ปริมาณการค้าโลกหดตัวลงมาถึง 1.5% และตามมาด้วย 0.5% ในไตรมาส 2 ซึ่งนับว่าเป็นการหดตัวที่รุนแรงและต่อเนื่องมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 ทีเดียว โดยมีสาเหตุมาจากความต้องการสินค้าที่หดตัวลงทั้งในภูมิภาคยุโรป จีน รวมไปถึงสหรัฐ

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะพบว่า แม้ว่าค่าเงินของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายที่อ่อนค่าลงนั้น จะไม่ได้ช่วยกระตุ้นภาคการส่งออกแต่อย่างใด หนำซ้ำยังทำให้การนำเข้าของประเทศเหล่านี้มีมูลค่าที่แพงขึ้น ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันให้ประเทศกำลังพัฒนานำเข้าลดลงด้วยซ้ำ หรือไม่ก็ขาดดุลการค้ามากขึ้น

ตามข้อมูลของออกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ พบว่านับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ปะทุขึ้นในช่วงปลายปี 2008 นั้น การค้าโลกได้รับการขับเคลื่อนจากการส่งออกของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่คิดเป็นราว 8% แต่ทว่ามาในปีนี้การส่งออกของกลุ่มประเทศเหล่านี้แทบจะไม่มีผลต่อการขับเคลื่อนการค้าโลกแต่อย่างใดเลย

โมฮัมหมัด  เอล เอเรียน หัวหน้าคณะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของบริษัท อัลไลแอนซ์ และประธานสภาเพื่อการพัฒนาโลกของประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ กล่าวว่า รูปแบบโมเดลการเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและเศรษฐกิจเกิดใหม่นั้น กำลังเจอกับความท้าทายอย่างมากในภาพรวม และในบางประเทศก็กำลังเจองานหนักอย่างยิ่ง อีกทั้งความอ่อนแอที่เกิดขึ้นกับประเทศเหล่านี้ก็กำลังทำให้เศรษฐกิจในโลกตะวันตกกำลังได้รับผลกระทบไปด้วย

แต่กระนั้น จะเห็นได้ว่าหลายประเทศเริ่มที่จะหาทางออกเพื่อหลุดพ้นจากโมเดลเศรษฐกิจแบบเดิมๆ บ้างแล้ว  เช่น จีน ที่พยายามปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจสู่การพึ่งพาการบริโภคภายในมากขึ้น และลดการพึ่งพาการส่งออกลง ขณะที่ในบางประเทศมุ่งหน้าผลักดันการปฏิรูปโครงสร้าง และลดระบบข้าราชการลง พร้อมกับการส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนในภาคเศรษฐกิจจริง พร้อมกับให้สิทธิประโยชน์กับนายจ้างเพื่อกระตุ้นการสร้างงาน การเร่งพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน รวมไปถึงการปรับปรุงพัฒนาองค์ประกอบที่เอื้อต่อการเติบโตของการบริโภคภายในประเทศ

ดังนั้น จากสภาวะและเงื่อนไขทางเศรษฐกิจโลกที่ได้ปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและฉับพลันในขณะนี้ อาจจะทำให้บางประเทศปรับตัวไม่ทัน และยังคงเน้นการแก้ปัญหาในโมเดลการเติบโตแบบเดิมๆ คือการมุ่งส่งเสริมการส่งออก หรือรอเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้าตลาด ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะทำให้รับมือกับสภาวะของโลกที่เปลี่ยนตัวไม่ทัน และในที่สุดก็อาจจะกลายเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจ และเผชิญกับความเสี่ยงในระยะยาวได้เช่นกัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท