รัฐลุยแก้ปัญหาบุกรุกสุสานชาวเล กระบี่-พังงา
"พล.อ.สุรินทร์" ขีดเส้น 15 วัน พิสูจน์แนวเขตสุสานชาวเล กระบี่-พังงา ระบุ ที่ดินแพง สาเหตุการบุกรุก ด้าน "มูลนิธิชุมชนไท" เสนอทำเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรม
"พล.อ.สุรินทร์" ขีดเส้น 15 วัน พิสูจน์แนวเขตสุสานชาวเล กระบี่-พังงา ระบุ ที่ดินแพง สาเหตุการบุกรุก ด้าน "มูลนิธิชุมชนไท" เสนอทำเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรม
ภายหลังมีเรื่องร้องเรียนการบุกรุกขอบเขตพื้นที่สุสานชาวเล จ.กระบี่ และ จ.พังงา มากกว่า 15 แห่ง คณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน ที่ทำกิน และพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชุมชนชาวเล ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี นำโดย พล.อ.สุรินทร์ พิกุลทอง ประธานคณะกรรมการฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อมูล สารบบ รกราก ขอบเขตพื้นที่ และประวัติชุมชน ให้แล้วเสร็จและส่งให้คณะกรรมการฯ ภายใน 15 วัน
พล.อ.สุรินทร์ กล่าวว่า ปัญหาแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน อย่างที่เกาะลันตาพบว่าส่วนใหญ่นายทุนมีเจตนาบุกรุกสุสานของชาวเล จึงได้สั่งการให้มีการสำรวจขอบเขตสุสานและทำประวัติชุมชน ขณะเดียวกันการที่เอกชนอ้างเอกสารสิทธิ์ก็ต้องมีการตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร โดยกรมที่ดินต้องเอาสารบบมาพิจารณาให้ชัดเจนแล้วส่งให้คณะกรรมการฯ
“บางแห่งที่ลันตา เราเห็นได้ชัดว่าเป็นพื้นที่ลาดชันแต่เอกชนสามารถออกเอกสารสิทธิ์ได้และมีเจตนาปักหลักรุกเข้ามาในสุสานชาวเลทั้งๆ ที่บริเวณดังกล่าวเมื่อไล่ประวัติดูแล้วอยู่กันมาตั้งแต่ก่อนปี 2433 เรื่องนี้ทางอำเภอต้องไปสำรวจดู” พล.อ.สุรินทร์ กล่าว
สำหรับปัญหาสุสานชาวเล จ.พังงา แม้ว่าจะมีปัญหาน้อยกว่าเพราะส่วนใหญ่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.)แล้ว แต่ก็เกิดความขัดแย้งเรื่องการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งที่สุสานบ้านทุ่งหว้า สุสานปากวีป โดยต้องมีการแบ่งสรรกันใช้ด้วยความสามัคคีซึ่งเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของนายอำเภอ
“ทุกวันนี้ที่มีการบุกรุกสุสานขาวเลกันมากเพราะสุสานแต่ละแห่งมีขอบเขตไม่ชัด ขณะที่การพัฒนารุกคืบทุกวัน ทำให้ที่ดินมีราคาแพง และเกิดการบุกรุกทุกๆ ที่ ไม่เว้นแม้แต่ที่สุสาน เพราะชาวเลถูกมองเป็นพลเมืองชั้น 2-3 มาโดยตลอด ทั้งๆ ที่หากไม่มีพวกเขา เส้นเขตแดนของประเทศไทยจะไม่เป็นเช่นนี้หรอก” พล.อ.สุรินทร์ กล่าว
ด้านนางปรีดา คงแป้น ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท กล่าวว่า สุสานชาวเลมากกว่า 15 แห่งที่ถูกบุกรุก ควรมีการจัดทำเป็นเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมให้ชัดเจนซึ่งอาจจะมากกว่าเรื่องสุสานและพื้นที่พิธีกรรม โดยควรลงลึกไปถึงเรื่องการทำมาหากินในทะเลด้วย ซึ่งได้มีการปรึกษากับอุทยานฯ แล้ว มีความคืบหน้าไปมาก
นางปรีดา กล่าวอีกว่า ขณะที่การแก้ไขปัญหาสุสานถูกบุกรุกในหลายแห่ง ยังอยู่ในสภาวะที่แก้ไขได้ ไม่เหมือนกับอีกหลายแห่งที่ถูกสร้างโรงแรมทับไปแล้ว ดังนั้นจึงควรสำรวจและแก้ไขร่วมกัน สิ่งที่สำคัญคือการเคารพและการยอมรับความมีอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลในพื้นที่อันดามัน ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หากไม่แก้ไขจะเกิดความขัดแย้งระยะยาวได้
“เรื่องสุสานต้องมีการสำรวจทำขอบเขตและออกเอกสารให้เกิดความชัดเจน กระทรวงวัฒนธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่นควรกันแนวพื้นที่สุสานให้ชัด เพื่อไม่ให้มีการบุกรุกได้อีก หรือบางพื้นที่ก็ควรเป็นแหล่งใช้ประโยชน์ร่วมกัน” นางปรีดากล่าว







