
ทองไม่ปลอดภัย สิ้นมนต์ขลัง ‘เซฟเฮเวน’
โดย...ธนพล ไชยภาษี
โดย...ธนพล ไชยภาษี
ท่ามกลางความผันผวนที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์มานั้น ทองคำกำลังถูกมองว่าจะกลายเป็นแหล่งพักพิงที่ปลอดภัยของนักลงทุน หรือที่เรียกว่า Safe Haven เหมือนเช่นเคย แต่กระนั้นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือ ราคาทองคำยังกลับดิ่งตัวลงไปพร้อมๆ กับตลาดหุ้น จนทำให้เกิดการตั้งคำถามกันตามมาว่า ทองคำยังคงเป็นแหล่งลงทุนที่ปลอดภัยอยู่หรือไม่
ในช่วงที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กดิ่งเหวลงไปติดต่อกันมากกว่า 5 วัน เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกก็ดิ่งเหวลงแตะจุดต่ำสุดในรอบ 2 ปี อันเกิดจากความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นจีน และความวิตกต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนนั้น ปรากฏว่าราคาทองคำก็กลับปรับตัวลดลงจนสร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุนไม่น้อย ภาพลักษณ์ของการเป็นเซฟเฮเวนนั้นกำลังกลายเป็นเพียงภาพอดีต และแม้ว่าในช่วงกลางสัปดาห์ที่แล้วตลาดหุ้นจะเริ่มฟื้นตัวขึ้น แต่ทองคำก็ยังดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานั้น ราคาทองคำในตลาดฟิวเจอร์สก็ยังปรับลดลงอีก 0.50 เหรียญสหรัฐ หรือ -0.04% ราคาป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ 1,133.50 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้ ถือว่าเป็นปีที่เลวร้ายสำหรับทองคำ โดยนับตั้งแต่ภาวะตลาดกระทิงที่เกิดขึ้นจนทำให้ราคาทองคำพุ่งสูงสุดเมื่อเดือน เม.ย. 2013 นั้น มาจนถึงขณะนี้มูลค่าตลาดในกองทุนทองคำได้หายไปแล้วถึง 5.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
อาตุล เลเล หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายลงทุนจากบริษัท เดลเทค อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป ในบาฮามาส ให้ความเห็นว่า ช่วงของความผันผวนในตลาดหุ้นที่ผ่านมานั้น ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับการทดสอบความแข็งแกร่งของตลาดทองคำ แต่ทองคำก็ทำผลงานได้แย่ ถือเป็นสัญญาณชี้ชัดถึงความสิ้นมนต์ขลังของการเป็นแหล่งลงทุนที่ปลอดภัยไป
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ราคาทองคำที่ตลาดโคเม็กซ์ในสหรัฐได้ปรับลดลงไปถึง 2.2% ไปอยู่ที่ราวๆ 1,134 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เป็นการปรับลดที่รุนแรงมากที่สุดตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา และแม้ว่าดัชนีรวมของสินค้าโภคภัณฑ์ของบลูมเบิร์กที่รวมทองคำอยู่ด้วยนั้นจะปรับเพิ่มขึ้น 1.8% แต่ทว่าราคาทองคำก็ยังอยู่ในทิศทางขาลงอยู่
การทำความเข้าใจกับทองคำนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายในขณะเดียวกัน
ประการแรก แม้ว่าทองคำคือการลงทุนที่ถูกมองว่าเป็นแหล่งที่ปลอดภัยตลอดที่ผ่านมา เมื่อเกิดภาวะความปั่นป่วนขึ้นในตลาดเงิน นักลงทุนมักจะวิ่งเข้าหาตลาดทองคำในฐานะที่ทองคำเป็นเครื่องการันตีมูลค่าของเงิน แต่กระนั้นต้องไม่ลืมว่า การลงทุนในทองคำนั้นมีความต่างจากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น เนื่องจากการลงทุนในทองคำจะไม่มีการให้ดอกเบี้ย
ประการที่สอง ปัจจัยจากภาวะเงินเฟ้อจะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการขึ้นลงของราคาทองคำในตลาดโลก เมื่อไหร่ที่เกิดภาวะเสี่ยงของเงินเฟ้อขึ้น หรือภาวะที่ตลาดเงินมีความปั่นป่วนอย่างรุนแรง นักลงทุนก็มักจะเข้าพักพิงในตลาดทองคำ
แต่กระนั้น ดูเหมือนว่าสถานการณ์ในปัจจุบันนี้จะไม่ส่งเสริมต่อราคาทองคำนัก ปัญหาภาวะเงินเฟ้อชะลอตัวกำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ว่าจะในสหรัฐ ยุโรป จีน รวมไปถึงญี่ปุ่น แม้ว่าในสหรัฐและยุโรปนั้น ระดับเงินเฟ้อจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาเรื่อยๆ แต่กระนั้นก็ยังเป็นการฟื้นตัวที่เชื่องช้า และยังอยู่ต่ำกว่าเป้าหมายที่ 2% อย่างมาก
ยิ่งไปกว่านั้น แนวโน้มของราคาน้ำมันโลกยังอยู่ในทิศทางขาลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งราคาน้ำมันยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่ได้ฉุดให้ดัชนีราคาสินค้าและดัชนีเงินเฟ้อทั่วโลกอยู่ในภาวะอ่อนตัวลงเช่นกัน
ดังนั้น ในระยะยาวตลาดทองคำยังจะถูกมองข้าม ตราบใดที่ภาวะเงินเฟ้อของโลกไม่ได้อยู่ในระดับที่อันตราย
ย้อนกลับไปในช่วงปลายปี 2008 เมื่อวิกฤตการเงินโลกได้ปะทุขึ้นในสหรัฐหลังจากการล้มครืนของวาณิชธนกิจชื่อดังอย่าง “เลห์แมน บราเธอร์ส” นับตั้งแต่นั้นมาราคาทองคำได้เข้าสู่ภาวะกระทิงที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องและรุนแรง จนราคาก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว
ปรากฏการณ์ตลาดกระทิงที่เกิดขึ้นในตลาดทองคำนั้น หลักๆ เป็นผลมาจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ปั๊มเงินเข้าสู่ระบบอย่างบ้าคลั่งผ่านนโยบายทางการเงินแบบผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) ถึง 3 ครั้ง โดยครั้งแรกระหว่างปี 2008-2010 ครั้งที่สองระหว่างปี 2010-2012 และครั้งที่สามระหว่างปี 2012-2014 ซึ่งรวมแล้วมากกว่า 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ประกอบกับการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ 0-0.25% มานาน
การใช้นโยบายเหล่านั้นของธนาคารกลางสหรัฐ ทำให้เกิดความวิตกกังวลอย่างหนักถึงภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลสำคัญและปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาทองคำปรับขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงดังกล่าว
ประการที่สาม ทิศทางการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐกำลังทำให้นักลงทุนต่างวิ่งเข้าหาตลาดเงิน โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมากขึ้น ขณะที่ทองคำกำลังถูกมองข้ามไป
การคาดคะแนถึงการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐเกิดขึ้นเป็นระยะๆ มาตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทำให้เกิดภาวะทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่และตลาดประเทศกำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยทุนเหล่านี้ได้ไหลกลับเข้าสู่สหรัฐ โดยเฉพาะไหลเข้าสู่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ทำให้อัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะ 10 ปี ปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยจากอัตราดอกเบี้ยเกือบ 3% ในช่วงปีก่อน ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐได้ปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.19% ล่าสุดเมื่อวันจันทร์
“จากความวิตกกังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และความหวาดกลัวต่อภาวะเงินฝืดที่เกิดขึ้นทั่วโลกนั้น ยิ่งทำให้ทองคำไม่สามารถฟื้นตัวได้เลยตามซีนาริโอเหล่านี้” จิม รัสเซลล์ ผู้จัดการกองทุนบาห์ล แอนด์ เกย์ นอร์ อิงค์ ในซินซินเนติ ให้ความเห็นกับบลูมเบิร์ก
ยิ่งไปกว่านั้น จากความเชื่อมั่นว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างแน่นอนในปีนี้ แม้ว่าจะยังไม่มีการส่งสัญญาณถึงช่วงเวลาการปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ชัดเจน แต่สิ่งที่นักลงทุนรับรู้อย่างแน่นอนก็คือ จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปลายปี 2008
ปรากฏการณ์นี้จะยิ่งทำให้นักลงทุนวิ่งเข้าตลาดพันธบัตรอย่างมากเพื่อเก็งกำไรในระยะยาว และตลาดทองคำก็จะอยู่ในทิศทางขาลงอย่างต่อเนื่องต่อไป
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ความต้องการทองคำในตลาดลงทุนนั้นปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องทีเดียว โดยการลงทุนในกองทุนอีทีเอฟที่มีทองคำเป็นตัวค้ำประกันนั้น ได้ปรับลดลงถึง 12% ในช่วงปีที่ผ่านมา และเมื่อวันที่ 11 ส.ค.นั้น การลงทุนในกองทุนเหล่านี้ก็มีปริมาณน้อยมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009
ภาวะเงินเฟ้อชะลอตัวที่เกิดขึ้นทั่วโลก จนเกิดความเสี่ยงที่จะลุกลามกลายเป็นภาวะเงินฝืด ตลอดไปจนถึงแรงดึงดูดของตลาดเงิน โดยเฉพาะพันธบัตรสหรัฐที่มีเสน่ห์มากกว่า ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างแน่นอน ปัจจัยเหล่านี้กำลังทำให้การลงทุนในทองคำถูกมองข้ามและกำลังสูญเสียสถานะ “เซฟเฮเวน” ไปเสียแล้ว...







