
โอกาสของแบงก์รัฐจากกรณีกรุงไทย
สัปดาห์ที่แล้ว ต้องสารภาพว่ารู้สึกตกใจและหดหู่ใจกับข่าวที่ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกอดีตผู้บริหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่ของธนาคารกรุงไทย กรณีที่มีการปล่อยสินเชื่อให้บริษัทในกลุ่มกฤษดามหานคร จนเสียหายกว่า 1 หมื่นล้านบาท
สัปดาห์ที่แล้ว ต้องสารภาพว่ารู้สึกตกใจและหดหู่ใจกับข่าวที่ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกอดีตผู้บริหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่ของธนาคารกรุงไทย กรณีที่มีการปล่อยสินเชื่อให้บริษัทในกลุ่มกฤษดามหานคร จนเสียหายกว่า 1 หมื่นล้านบาท
ความจริงอยากทำใจให้เป็นปกติโดยยึดหลักกฎหมายว่าผู้ใดทำผิดต้องถูกลงโทษ แต่เผอิญผู้บริหารหลายคนที่ถูกจำคุกถึง 18 ปี ตามคำพิพากษาของศาลครั้งนี้ เช่น คุณวิโรจน์ นวลแข คุณพงศธร สิริโยธิน คุณมัชฌิมา กุญชร ณ อยุธยา เป็นต้น รู้จักคุ้นเคยกันมานานในฐานะเพื่อนร่วมอาชีพ และแต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นผู้สูงอายุแล้ว ต้องมาลงเอยช่วงสุดท้ายของชีวิตอย่างนี้ เลยทำใจให้เป็นปกติยาก แต่ผมเชื่อว่าด้วยประสบการณ์ในชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ทุกท่านคงสามารถที่จะปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงของชะตาชีวิตครั้งนี้ได้
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในวิชาชีพการเงินและการธนาคารของรัฐใช้ความระมัดระวัง และยึดมั่นในหลักการแห่งวิชาชีพ บางครั้งถ้าจำเป็นต้องเลือกระหว่างความถูกต้องกับโอกาสแห่งความเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงาน คงต้องเลือกหลักการและความถูกต้องไว้ก่อน เพราะถ้าทำอะไรไม่ถูกต้องแล้ว โอกาสที่จะทำให้ถูกต้องภายหลังค่อนข้างมืดมิด
แต่ถ้ายึดมั่นในหลักการและถูกต้อง แม้จะเสียผลประโยชน์ชั่วคราว แต่โอกาสที่จะเลือกงานใหม่และก้าวหน้าต่อไปบนหลักการที่ถูกต้องนั้นมีอยู่เสมอ ตราบเท่าที่ยืนอยู่บนความถูกต้อง ตราบนั้นจิตใจจะสงบ ไม่ฟุ้งซ่านเป็นทุกข์ หรือที่ฝรั่งเรียกว่ามี Peace of Mind ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตกว่ายศศักดิ์ เงินทองของนอกกาย ไม่ตายก็หาใหม่ได้
มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้สถาบันการเงินของรัฐไม่กล้าปล่อยสินเชื่อเพราะกลัวติดคุก ในทางตรงกันข้าม ผมกลับเชื่อว่าหลังจากนี้ธนาคารของรัฐจะสามารถปล่อยสินเชื่อได้เพิ่มขึ้น เหตุผลง่ายๆ คือ คำพิพากษาของศาลฎีกาครั้งนี้จะทำให้ “คำขอ” จากเบื้องสูงทั้งหลายที่เกิดจากการวิ่งเต้นของพ่อค้านักธุรกิจนักปั่นหุ้นลดลง เพราะเห็นตัวอย่างว่า ไม่ว่าผู้สั่งการก็ดี นักธุรกิจที่เกี่ยวข้องด้วยก็ดี มีสิทธิติดคุกไปพร้อมๆ กัน ผู้บริหารและกรรมการของสถาบันการเงินของรัฐอย่างในกรณีนี้ นอกจากการลงโทษทางอาญาให้จำคุกถึง 18 ปี แล้วยังให้ชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งให้ธนาคารผู้เสียหายอีกเป็นเงินกว่า 1 หมื่นล้านบาท
เพราะฉะนั้น “ใบสั่ง” ก็ดี “คำขอ” ก็ดี น่าจะลดลงหรือหมดไปจากสถาบันการเงินของรัฐทำให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่ต้องสูญเสียไปกับการสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อ “ชง” ให้กับผู้มีอำนาจอนุมัติตามคำสั่งที่ไม่เป็นทางการ มีเวลาวิเคราะห์สินเชื่อของผู้ขอกู้ทั่วไปที่ต้องการสินเชื่อเพื่อลงทุนหรือหมุนเวียนจริงๆ เพราะการวิเคราะห์และตั้งเรื่องสินเชื่อของลูกค้าที่บริสุทธิ์นั้น ใช้เวลาไม่มากที่จะรับหรือปฏิเสธคำขอ ต่างกับการชงเรื่องไม่จริงให้เป็นเรื่องจริงที่น่าเชื่อถือ เพื่อขออนุมัติสินเชื่อจากธนาคาร
เหตุการณ์ครั้งนี้ยังเป็นเหตุผลอันดีที่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการและผู้บริหารสามารถปฏิเสธใบสั่งหรือคำขอจากผู้มีอำนาจ เพราะเมื่อเกิดปัญหาแม้จะเป็นแค่ผู้เสนอ ก็มีสิทธิติดคุกเท่ากับผู้อนุมัติเหมือนกัน
ที่สำคัญที่สุด คำพิพากษาของศาลฎีกาคดีนี้ ทำให้ความเชื่อหรือหลักที่ยึดถือว่าการเสนอขอสินเชื่อหรือกระทำการใดๆ ผ่านคณะกรรมการแล้วจะไม่ผิดกฎหมายเหมือนในอดีต เพราะกรณีนี้คณะกรรมการสินเชื่อ และคณะกรรมการบริหารที่รับพิจารณาคำขอสินเชื่อจากผู้บริหารแล้ว เจ้าหน้าที่ถูกศาลสั่งพิพากษาจำคุกและให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ธนาคาร ถ้าธุรกิจที่ได้รับเงินสินเชื่อไปไม่สามารถชดใช้ค่าเสียหายให้กับธนาคารได้ทั้งหมด
เช่นเดียวกันกับที่ได้พูดไปแล้ว ต่อไปนี้คณะกรรมการย่อมไม่กลัวที่จะรับคำขออนุมัติสินเชื่อไปอย่างสุจริต เพราะเกรงกลัวหรือเกรงใจผู้มีอำนาจอีกต่อไป ทำให้มีเวลาพิจารณาคำขออนุมัติสินเชื่อจากลูกค้าทั่วไปเร็วขึ้นและมากขึ้น ซึ่งไม่ว่าจะอนุมัติหรือปฏิเสธย่อมดีกว่าการปล่อยให้ลูกค้าจำนวนมากต้องรอคำตอบ เพราะคณะกรรมการไม่มีเวลาลงมาพิจารณาคำขอเป็นไหนๆ
ผมมีหลักการที่ใช้ในการประกอบวิชาชีพสถาบันการเงินทั้งภาครัฐและเอกชนมาแล้วเกือบ 40 ปี ในการตัดสินใจว่าสินเชื่อที่จะปล่อยถูกต้องตามหลักการหรือไม่ ง่ายๆ แต่ได้ผลคือต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าผู้ขอสินเชื่อจะนำเงินสินเชื่อไปใช้จริงตามที่ขอหรือไม่ ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ก็ป่วยการที่จะไปวิเคราะห์สินเชื่อและหลักประกันให้เสียเวลา เพราะถ้าพิสูจน์ไม่ได้นั่นหมายความว่าลูกค้าไม่ได้ต้องการนำเงินสินเชื่อของธนาคารซึ่งเป็นเงินฝากของประชาชนผู้ฝากเงินไว้กับธนาคารไปใช้ในธุรกิจ เพื่อสร้างรายได้และกระแสเงินสดคืนเงินกู้และจ่ายดอกเบี้ยให้ธนาคารจริงๆ
ถ้ายึดหลักการนี้ไว้ก่อน ผู้ที่ขอกู้เงินจากสถาบันการเงินด้วยความสุจริต ย่อมสามารถขอกู้เงินได้ชัดเจนและง่ายกว่าผู้ที่ต้องการกู้เงินโดยไม่สุจริต หรือทำนิติกรรมอำพรางสลับซับซ้อน ทำให้มีโอกาสได้รับอนุมัติวงเงินสินเชื่อได้มากกว่าผู้ที่ต้องการกู้โดยไม่สุจริต
ด้วยเหตุผลหลายประการที่ว่ามา ผมจึงเชื่อมั่นว่าผลจากคำพิพากษาของศาลฎีกาครั้งนี้กลับจะช่วยทำให้สถาบันการเงินของรัฐสามารถขยายสินเชื่อเพิ่มขึ้น คุณภาพของสินเชื่อจะดีขึ้น เพราะคำสั่งหรือใบสั่งให้ปล่อยสินเชื่อให้พรรคพวกเพื่อนฝูงผู้มีอิทธิพลจะลดลง การพิจารณาวงเงินสินเชื่อจะโปร่งใสขึ้น ผู้กู้ทุกคนได้รับโอกาสในการขออนุมัติสินเชื่อเท่าเทียมกัน ไม่มีอภิสิทธิ์ชนที่เข้ามาลัดคิว และใช้เวลาของผู้บริหารและพนักงานมากกว่าลูกค้าปกติ ประเภทเข้มงวดกับลูกค้าทุกราย ยกเว้นพรรคพวกของตัวเองหรือของเจ้านายไม่ว่าจะเป็นบิ๊กบอส หรือซูเปอร์บอสอย่างที่พูดกัน
จากประสบการณ์ในการเข้าไปบริหารสถาบันการเงินแห่งหนึ่งตามคำเชิญของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คือ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วช่วงที่เกิดวิกฤตการเงินในประเทศไทย และธนาคารแห่งนั้นมีหนี้เสียมากจนธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเข้าไปยึดมาดูแลเพื่อไม่ให้ผู้ฝากเงินได้รับความเสียหาย พบว่าหนี้เสียส่วนใหญ่เกิดจากลูกค้าไม่กี่ราย แต่สินเชื่อที่เสียหายจำนวนสูง ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าที่ดี ประกอบธุรกิจตามปกติแต่ต้องพลอยฟ้าพลอยฝนเสียหายตามไปด้วย เพราะนโยบายดอกเบี้ยของรัฐขณะนั้นถูกไอเอ็มเอฟกดดันให้สูงขึ้นจนพ้นวิสัยที่จะทำให้ธุรกิจสามารถสร้างกำไรเพื่อหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ยได้ตามปกติ
ที่นำเรื่องนี้มาพูด เพราะผมเห็นว่าผู้ขอกู้เงินจากสถาบันการเงินส่วนใหญ่ร้อยละ 90 เป็นผู้ขอกู้ที่บริสุทธิ์ ตั้งใจขออนุมัติสินเชื่อไปเพื่อประกอบธุรกิจ และส่วนใหญ่สามารถจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นได้ เมื่อได้รับสินเชื่อไปแล้วถ้าทุกคนได้รับโอกาสเท่าเทียมกันจากสถาบันการเงินของรัฐทุกแห่ง
ผมจึงมั่นใจว่าสถาบันการเงินของรัฐจะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการขยายสินเชื่อของตัวเองตามนโยบายของรัฐบาลต่อไปอย่างแน่นอน ไม่ต้องกลัวว่าธนาคารของรัฐหยุดปล่อยสินเชื่อครับ







