
มองไต้หวันด้วยแว่นสีขาว
....นายศาสตรา
ด้วยปรัชญาแนวคิดหลักของสื่อกระแสหลักในโลกปัจจุบัน ที่ยึดหลัก
“ข่าวร้ายลงฟรี ข่าวดีต้องเสียเงิน” และมุ่งส่งเสริมการ “บริโภคและบริภาษ” ทำให้คนไทยมองเห็นไต้หวันแต่ในภาพลบ ที่นักการเมืองในสภาชอบทะเลาะวิวาทถึงขั้นลงไม้ลงมือชกต่อยตบตีกันเนืองๆ ดังเมื่อไม่กี่วันมานี้ก็มีข่าวการทะเลาะวิวาทปรากฏต่อสายตาชาวโลกและประชาชนคนไทยอีกครั้งภาพดังกล่าวทำให้คนโดยมากมองไต้หวันเป็นประเทศที่ไม่ควรเอาแบบอย่างไม่มีอะไรดี ซึ่งผิดความจริง เพราะแท้จริงแล้วไต้หวันมีสิ่งที่น่าศึกษามากมายโดยเฉพาะหากเปรียบเทียบกับประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันกำลังอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของกระแสการปฏิรูป
สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ ไต้หวันเคยเป็นแดนที่ยากจนและเต็มไปด้วยปัญหามากมาย มากเสียยิ่งกว่าประเทศไทย ถึงขั้นเคยมีย่านโสเภณีเลื่องชื่อที่เมืองเป่โถว แต่ไต้หวันสามารถแก้ปัญหาจนสามารถพัฒนาเป็น
“ประเทศอุตสาหกรรมใหม่” หรือประเทศนิกส์ ซึ่งเคยโด่งดังตั้งแต่สองทศวรรษก่อน และเป็น 1 ใน 4 เสือตัวใหม่ของเอเชีย ซึ่งมีอีก 3 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลี และสิงคโปร์ ก่อนที่จะเกิดดาวรุ่งพุ่งแรงและผงาดขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่อย่างจีนในปัจจุบันถ้าเทียบกับประเทศไทยแล้วไต้หวันมีข้อเสียเปรียบมากมายในแทบจะทุกด้าน
ประการแรก โดยประวัติศาสตร์ไต้หวันซึ่งเป็นเพียงเกาะเล็กๆ ซึ่งมีชาติตะวันตก ทั้งดัตช์ สเปน อังกฤษ และสหรัฐ เคยพยายามเข้าไปยึดครอง และเคยตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นถึง 50 ปี จนในที่สุดก็กลับมาเป็นของจีนและก่อตั้งเป็นประเทศ หลังพรรคก๊กมินตั๋ง ภายใต้การนำของจอมพลเจียงไคเช็ก ซึ่งพ่ายแพ้แก่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ภายใต้การนำของประธานเหมาเจ๋อตง
ประชากรของไต้หวันนอกจากคนพื้นเมืองจำนวนนับแสนแล้ว ประชากรดั้งเดิมส่วนใหญ่เป็นชาวจีนที่อพยพไปจากแผ่นดินใหญ่เป็นเวลานับร้อยปีมาแล้ว ประชากรกลุ่มใหญ่ราว 2 ล้านคน ซึ่งมีกำลังกองทัพที่ใหญ่โต มีอาวุธยุทธภัณฑ์พรั่งพร้อม และที่สำคัญคือประกอบด้วยคนที่มีการศึกษาสูงและฐานะทางเศรษฐกิจดี จึงสามารถยึดครองอำนาจรัฐไว้ได้โดยต่อเนื่อง
เพิ่งมาพ่ายแพ้แก่พรรคการเมืองที่มีฐานประชาชนที่อพยพมาก่อน และเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ คือ พรรคดีดีพี หรือพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ภายใต้การนำของนายเฉินสุยเปี่ยน เมื่อปี พ.ศ. 2543 ซึ่งชนะการเลือกตั้งอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2547 แต่เป็นการชนะอย่างเฉียดฉิว และฝ่ายก๊กมินตั๋งออกมาต่อต้านอย่างหนัก ในที่สุดพรรคก๊กมินตั๋งก็กลับได้ชัยชนะ และเฉินสุยเปี่ยนถูกดำเนินคดีข้อหาทุจริตคอร์รัปชัน ต้องอยู่ในคุกมาจนทุกวันนี้
ไต้หวันจึงมีความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรง เพราะเป็นความขัดแย้งขั้นรากฐานในประชากรสองกลุ่มใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาแตกต่างกันแม้จะเป็นคนจีนเชื้อชาติฮั่นเหมือนกัน นี่คือความยากของการเมืองไต้หวัน แต่ไต้หวันก็สามารถพัฒนามาต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงักเป็นระยะๆ อย่างของเรา
ประการที่สอง สภาพภูมิประเทศของไต้หวันเป็นเกาะที่เกิดขึ้นจากผืนดินสองผืนเลื่อนมาเกยกัน ทำให้ตอนกลางของประเทศเป็นเทือกเขาสูงตลอดความยาวของตัวเกาะ โดยเขาที่สูงที่สุดสูงถึงเกือบ 4,000 เมตร เทียบกับดอยอินทนนท์ของเรา สูงเพียง 1,200 เมตรเศษ เนื้อที่ส่วนใหญ่ของประเทศราว 70% จึงทำการเกษตรไม่ได้ เนื้อที่โดยรวมเล็กกว่าไทย 16 เท่า แต่มีประชากรน้อยกว่าเราเพียง 3 เท่า ข้อสำคัญที่ตั้งของเกาะไต้หวันอยู่บริเวณศูนย์กลางแผ่นดินไหวและลมพายุ ทำให้ต้องประสบภัยธรรมชาติร้ายแรงเนืองๆ
นอกจากสร้างความมั่งคั่งของประเทศและสวัสดิการพื้นฐานอย่างดีแล้ว ยังสามารถสร้างอาคารสูงระฟ้า คืออาคาร
“101” ซึ่งครองสถิติเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโลกขึ้นได้อย่างสง่างาม ท้าทายภาวะแผ่นดินไหวมาได้อย่างมั่นคงประการที่สาม สถานภาพไต้หวัน ในการเมืองระหว่างประเทศ ตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคามอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สถาปนาเป็นสาธารณรัฐจีน ในปี 2492 เพียงปีเดียวหลังจากนั้น อังกฤษ ซึ่งเคยเป็นมิตรร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนแผ่นดินใหญ่ ทำให้ไต้หวันประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอังกฤษ สหรัฐซึ่งตกลงทำสัญญาปกป้องไต้หวันอย่างเต็มที่ในปี 2498 ปีต่อมาจีนแผ่นดินใหญ่ก็เปิดฉากระดมยิงเข้าใส่เกาะกีมอยไต้หวัน และในปี 2508 สหรัฐก็เริ่มทยอยลดการโอบอุ้มไต้หวัน ด้วยการตัดไต้หวันออกจากรายชื่อประเทศที่ได้สิทธิพิเศษทางการค้า ถึงปี 2514 ไต้หวันก็เสียที่นั่งในสหประชาชาติ และ 7 ปีต่อมา ในปี 2521 สหรัฐก็สถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับจีนแผ่นดินใหญ่ และตัดความสัมพันธ์กับไต้หวัน ทำให้ความมั่นคงของไต้หวันถูกบั่นทอนมาอย่างต่อเนื่อง
ด้านการเมืองภายใน ไต้หวันต้องประกาศกฎอัยการศึกมาโดยต่อเนื่อง จนกระทั่งปี 2530 จึงประกาศยกเลิก
ท่ามกลางภาวะวิกฤตต่อเนื่องทั้งภัยธรรมชาติ ปัญหาความมั่นคงภายใน และปัญหาความมั่นคงภายนอกที่ร้ายแรง จนประเทศต้องประกาศภาวะฉุกเฉินต่อเนื่องยาวนาน แต่ไต้หวันสามารถสร้างประเทศจนมั่งคั่ง เป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจถึงขั้นที่เรียกว่า
“มหัศจรรย์” ฐานะของประชาชนนอกจากดีขึ้นอย่างมากแล้ว ช่องว่างระหว่างคนมั่งมีกับคนยากจนก็แคบลงมาก จากที่เคยแตกต่างกันเกือบ 20 เท่า เหลือเพียง 4 เท่า ที่น่าสนใจคือระบบประกันสุขภาพของไต้หวันที่ดียิ่ง จนนิตยสารเดอะอีโคโนมิสต์ของอังกฤษ จัดว่าดีที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากสวีเดนเท่านั้น และสถานีโทรทัศน์เอบีซีนิวส์ของสหรัฐเคยนำระบบประกันสุขภาพไต้หวันไปออกรายการภายใต้หัวข้อ “สวรรค์ด้านสุขภาพ”จึงน่าสนใจศึกษาว่าไต้หวันประสบความสำเร็จในการสร้างสรรค์ประเทศภายใต้ข้อจำกัดมากมายได้อย่างไร







