
ต้องอุ้มเอสเอ็มอี ดันเศรษฐกิจ
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะยกระดับให้การแก้ไขปัญหาของเอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ และดึงเอาสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ไปอยู่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี จากเดิมที่อยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม
นายกฯ คาดหวังว่า การดำเนินการเช่นนี้จะทำให้การส่งเสริมเอสเอ็มอีทำได้อย่างครอบคลุมและแก้ปัญหาได้อย่างบูรณาการครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ
จนถึงปัจจุบัน ความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาของเอสเอ็มอีก็มีการแก้ไขให้ไปเปลาะหนึ่งแล้วในเรื่องของการค้ำประกันเงินกู้ให้กับธุรกิจเอสเอ็มอีเพิ่มเป็น 30% ตามที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชนร้อง
บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันเงินกู้ให้เอสเอ็มอี โดยร่วมกับ 19 สถาบันการเงิน แต่ก็ยังคงเป็นเอสเอ็มอีหน้าเดิมที่ขอให้ บสย.กู้ได้ รายเล็กรายย่อยก็ยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนอยู่ดี
ปัญหาของเอสเอ็มอีเป็นเรื่องที่รอไม่ได้อีกต่อไป สถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (เอสเอ็มไอ) ทำการศึกษาพบว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยที่มีกว่า2.78 ล้านราย เป็นขนาดเล็ก (เอส) สูงถึง 2.7 ล้านราย ที่เหลือเป็นขนาดกลาง (เอ็ม) และขนาดใหญ่ (อี) ซึ่งการส่งเสริมจากภาครัฐกระจุกตัวอยู่ที่เอสเอ็มอีในกลุ่มขนาดกลางและขนาดใหญ่ ที่มีสัดส่วนจ้างงานไม่ถึง 20% ของธุรกิจเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 11.7 ล้านคนคิดเป็น 80.4% ของการจ้างงานทั้งหมดทั้งประเทศ
ที่สำคัญภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันเอสเอ็มอีที่อยู่รอดได้มีน้อยลงทุกที แม้กระทั่งรายที่ปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้ว ก็ยังไม่ไหว เพราะยอดขายไม่กระเตื้องเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ ดังนั้นเอสเอ็มอีจึงหันไปหาเงินกู้นอกระบบ หรือใช้สินเชื่อเงินสดที่ยังพอจะมีความสามารถกู้ได้มาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนประคองธุรกิจไปก่อน
ปัญหาของเอสเอ็มอีในขณะนี้ได้พัฒนาไปเป็นปัญหาขายของไม่ออก สำหรับเอสเอ็มอีที่ผลิตของขายตลาดในประเทศก็กำลังแย่ กำลังซื้อในประเทศไม่มี ผลิตของแล้วขายไม่ได้ ส่วนเอสเอ็มอีที่เป็นกลุ่มซัพพลายเชน หรือส่งออก ยิ่งไปกันใหญ่ หากอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่มีการขยายตัวก็ลำบากเช่นกัน
ฉะนั้นการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ แต่ธุรกิจไปไม่ไหวก็ไม่รู้จะกู้เงินไปทำไม
โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีอาจจะลำบากหน่อย แต่ก็ไม่ใช่เอสเอ็มอีทุกรายที่แย่หมด หากเจ้าของสามารถบริหารได้ดี เป็นจิ๋วแต่แจ๋วก็ยังอยู่ได้
โฆสิตแนะนำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีดูแลสภาพคล่องของตัวเองให้มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอกับธุรกิจ เพราะในสภาพที่การค้าฝืดเคืองยอดขายลดลง การจะได้เงินมาหมุนจะน้อยลง และไปขอกู้เพิ่มจากธนาคารก็อาจจะยาก หากมีเงินในมือพอจะช่วยให้ประคองธุรกิจให้ผ่านช่วงที่ไม่ดีไปได้
นอกจากนี้ เอสเอ็มอีต้องไม่สต๊อกสินค้ามากจนเกินไป หากยอดขายลดก็ไม่จำเป็นต้องสั่งสินค้ามาเก็บเพิ่มให้เงินจมไปกับสินค้าที่ระบายออกไปไม่ได้ นอกจากนี้จะต้องบริหารต้นทุนให้ดี ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น จะช่วยให้มีสภาพคล่องดีขึ้น ขาดทุนน้อย หรือกำไรไม่ลดลง
แต่ทำตามคำแนะนำแล้วไม่ใช่เอสเอ็มอีทุกรายจะรอดเสมอไป
ความสำคัญของธุรกิจเอสเอ็มอีอยู่ที่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 4.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 37% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และเป็นรากฐานการผลิตวัตถุดิบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมอื่นอีกหลายอย่างมีการสร้างงานกว่า 11.7 ล้านคน คิดเป็น 80.4% ของการจ้างงานทั้งหมดทั้งประเทศ
หากเอสเอ็มอีล้มเท่ากับห่วงโซ่ทางธุรกิจได้หายไปด้วย จากนี้ไปนอกจากทีมเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลจะมุ่งไปที่การฉีดเงินให้กลุ่มรากหญ้าแล้ว ก็จะต้องกลับมาดูแลเอสเอ็มอีให้เดินหน้าต่อไปได้
การช่วยเอสเอ็มอีเท่ากับช่วยเพิ่มการบริโภคในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยด้วยจะส่งผลดีแก่เศรษฐกิจในภาพรวม







