
วิกฤตมาเลย์ เขย่าทั้งอาเซียน
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
นอกจากสถานการณ์การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนแล้ว วิกฤตความไม่มั่นคงทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความผันผวนให้กับเศรษฐกิจของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เช่นกัน
นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มาเลเซียต้องเผชิญกับความวุ่นวายทางเศรษฐกิจอย่างหนัก นับตั้งแต่ราคาน้ำมันซึ่งถือว่าเป็นสินค้าส่งออกหลักของแดนเสือเหลืองเผชิญสภาพราคาลดลงตามตลาดโลก ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกของมาเลเซียในปีนี้ลดลงอย่างรุนแรง
ทั้งนี้ การส่งออกพลังงานถือเป็นภาคส่วนสำคัญของมาเลเซีย โดยการส่งออกปิโตรเลียมหรือน้ำมันกลั่นแล้วคิดเป็นสัดส่วน 10% ก๊าซธรรมชาติคิดเป็น 8% และน้ำมันดิบคิดเป็น 5% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด
เมื่อไตรมาส 2 ที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกของมาเลเซียลดลงถึง 3.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่ปิโตรนาส รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานรายใหญ่ ประกาศแล้วว่าจำเป็นต้องมีการปรับลดการลงทุนตามอัตรากำไรที่ปรับลดลง
นอกจากนี้ ค่าเงินริงกิตมาเลเซียยังปรับตัวลดลงถึง 17% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงต้นปีที่ผ่านมา ลงมาอยู่ที่ 4.191 ริงกิต/เหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นอัตราแลกเปลี่ยนที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตการเงินเอเชียปี 1997 ที่มาเลเซียต้องเผชิญกับวิกฤตไม่ต่างจากไทย
นอกจากปัญหาด้านเศรษฐกิจแล้ว มาเลเซียยังเผชิญกับสภาพความวุ่นวายทางการเมืองที่ไม่เกิดขึ้นในรอบ 2-3 ปี จากกรณีอื้อฉาวการโอนเงินของกองทุน วัน มาเลเซียนดีเวลลอปเมนต์ เบอร์ฮัด (1MDB) เข้าบัญชีส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวกลายเป็นการจุดชนวนให้เกิดการประท้วงใน 3 เมืองใหญ่ทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงกัวลาลัมเปอร์ คูชิง และโกตาคินาบาลู โดยฝ่ายผู้จัดการชุมนุมอ้างว่ามีประชาชนมาประท้วงสูงสุดถึง 2.5 แสนคนเลยทีเดียว ในวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา
การประท้วงยังดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงวันที่ 30 ส.ค. ถึงแม้จะมีการลดพื้นที่การชุมนุมเหลือแค่ที่กัวลาลัมเปอร์เท่านั้น แต่ถือเป็นการแสดงพลังของคนในชาติอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นมากนักในสภาพพหุสังคมแบบมาเลเซีย
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าประเทศมาเลเซียก่อตั้งขึ้นจากหลายชาติพันธุ์ โดยมีชาวพื้นเมืองมาเลเซียเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ และมีชาวจีนจำนวนมากถึง 25% ส่วนคนอินเดียที่อพยพเข้ามาสมัยเป็นอาณานิคมของอังกฤษนั้นคิดเป็น 7%
นอกจากนี้ ด้วยการปกครองอย่างเข้มงวด โดยมีพรรคอัมโนครอบงำประเทศมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่การประกาศเอกราชในปี 1957 กอปรกับสภาพสังคมที่ถูกแบ่งแยกโดยนโยบายภูมิบุตร ทำให้ไม่ค่อยเห็นความร่วมมือกันแสดงพลังทางการเมืองมากนักในมาเลเซีย
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจความเห็นของประชาชนจากศูนย์เมอร์เดกาของมาเลเซีย พบว่ามีผู้ตอบแบบสอบถามถึง 47% ต่อต้านการชุมนุมในครั้งนี้ แต่อีก 43% ให้การสนับสนุน
ขณะเดียวกัน มีผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นชาวมาเลย์เพียง 23% เท่านั้นที่สนับสนุนการชุมนุม สวนทางกับความเห็นของชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจที่สนับสนุนการชุมนุมถึง 81%
สอดรับกับรายงานจากนิกเกอิที่ระบุว่า ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นคนมาเลเซียเชื้อสายจีนมากกว่าจะเป็นชาวมาเลย์
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะพรรคอัมโนซึ่งเป็นพรรครัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนสิทธิของชาวมาเลเซียท้องถิ่นให้เหนือกว่าชาวจีนและอินเดีย ซึ่งเชื่อว่าอพยพเข้ามาในช่วงมาเลเซียตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ
กรณีเกิดขึ้นในเมียนมาเช่นเดียวกัน โดยรัฐบาลเมียนมาไม่ยอมรับสิทธิการเป็นพลเมืองของชาวโรฮีนจา พร้อมให้เหตุผลว่า ชนกลุ่มนี้อพยพเข้ามาในเมียนมาในช่วงที่เมียนมาตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ
ในปัจจุบัน กรณีอื้อฉาว 1MDB กระทบต่อเศรษฐกิจมาเลเซียมากกว่าการชะลอตัวของจีนหรือราคาน้ำมันเสียอีก เพราะกลายเป็นต้นเหตุสำคัญที่บั่นทอนความเชื่อมั่นในการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ส่งผลให้เกิดการดึงทุนกลับจำนวนมหาศาลและค่าเงินอ่อนลงในที่สุด
สำหรับสภาพค่าเงินริงกิตอ่อนค่าถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะสร้างความวุ่นวายให้กับมาเลเซียอย่างหนัก จากสภาพทุนสำรองระหว่างประเทศที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้มาเลเซียมีเกราะกำบังความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนโลกน้อยลง
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องความสุ่มเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาล เนื่องจากเจ้าหนี้ที่เข้ามาซื้อพันธบัตรของรัฐบาลมาเลเซียส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติถึง 32%
อีกทั้งปฏิเสธไม่ได้ว่าผลกระทบจากประเด็นทางเศรษฐกิจและการเมืองมาเลเซียกำลังส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจของอาเซียนในภาพรวม
ต้องเข้าใจก่อนว่า โดยปกติแล้วนักลงทุนต่างชาติมักมองการลงทุนในอาเซียนในภาพใหญ่มากกว่าจะมองเจาะลึกถึงรายละเอียด จุดเด่น จุดด้อย ของแต่ละประเทศ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจของประเทศแทบนี้มีลักษณะที่ใกล้เคียงกันอยู่แล้ว ดังนั้นการดึงทุนกลับจากประเทศใดประเทศหนึ่งในอาเซียนย่อมส่งผลให้เกิดการดึงทุนกลับต่อประเทศอื่นในภูมิภาคด้วย
กรณีดังกล่าวจะส่งผลให้ค่าเงินของอาเซียนหลายชาติที่เผชิญสภาพอ่อนค่าอย่างรุนแรงอยู่แล้ว ตามการปรับอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงของธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ต้องเผชิญกับแรงกดดันทำให้ค่าเงินอ่อนลงอีก นอกจากนี้ยังรวมถึงสภาพคล่องภายในประเทศอีกด้วย และอาจกลายเป็นการบีบธนาคารให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ถึงแม้ว่าสภาพเศรษฐกิจของประเทศยังชะลอตัวและเงินเฟ้อยังตกต่ำก็ตาม
ประเทศสมาชิกในอาเซียนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคงหนีไม่พ้น อินโดนีเซียเพื่อนบ้านใกล้ชิดมาเลเซียที่ไม่ค่อยถูกกันสักเท่าไร โดยในปัจจุบันแดนอิเหนาต้องเผชิญกับสภาพทุนไหลออกไม่หยุด จากการดึงทุนกลับของต่างชาติ การขาดดุลการค้ากับต่างชาติ รวมไปถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง และการเตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งผลให้ค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียดิ่งลงอย่างรุนแรงถึง 12% ในปีนี้
กรณีการประท้วงที่เกิดขึ้นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาในมาเลเซียยังถือเป็นการจุดประเด็นให้เกิดการตั้งคำถามสำคัญว่า มาเลเซียจะสามารถไปถึงการเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2020 ได้จริงหรือ ตราบเท่าที่ประเทศยังต้องพึ่งรายได้จากการส่งออก และยังมีการทุจริตขนาดใหญ่ในประเทศเช่นนี้







