posttoday
พักรบ หลบฝน รอ (ตลาด) สงบ ก่อนลุยลงทุน

พักรบ หลบฝน รอ (ตลาด) สงบ ก่อนลุยลงทุน

30 สิงหาคม 2558

พอมาเจอครั้งนี้เข้าไป หลายคนถึงขั้น “จุก” และอีกไม่น้อยที่ออกอาการ “เข็ด” จนแทบจะเลิกลงทุน

โดย...สวลี ตันกุลรัตน์

เหมือนฟ้าถล่มดินทลาย เพราะอยู่ๆ ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมทั้งตลาดหุ้นไทยก็พากันดิ่งลงอย่างน่าใจหาย ถ้าใครลงทุนในหุ้น กองทุนหุ้น จะเห็นเลยว่า กำไรที่สะสมมาหลายปีพลิกกลับเป็นขาดทุนภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

นี่ล่ะเรียกว่า“ความผันผวน”

นักลงทุนหน้าใหม่จำนวนมาก แม้จะเคยได้ยินมาบ้างว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง” แต่ยังไม่เคยเจอกับตัวเอง พอมาเจอครั้งนี้เข้าไป หลายคนถึงขั้น “จุก” และอีกไม่น้อยที่ออกอาการ “เข็ด” จนแทบจะเลิกลงทุนไปเลย

อะไรก็ดูแย่! (แน่ใจนะ)

ในเวลานี้มองไปทางไหนก็มีแต่ข่าวร้าย มีแต่ปัจจัยลบที่ดูจะไม่เป็นใจกับการลงทุน จนทำให้อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อย่าง วีรพงษ์ รามางกูร เชื่อว่า สำหรับประเทศไทยแล้วนี่อาจจะถึงขั้น “น้องๆ ต้มยำกุ้ง” กันเลย

และไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนที่เศรษฐกิจไทยจะเริ่ม “ผงกหัว” ขึ้นมาจากก้นตัวยู (U)

ในขณะที่เศรษฐกิจจีนที่เคยเป็นความหวังของประเทศอื่นๆ ก็เข้าสู่ภาวะเติบโตน้อย ที่ทำให้ประเทศที่คาดหวังว่าจะส่งออกไปประเทศจีนน่าจะหนาวๆ ร้อนๆ ไปตามๆ กัน นอกจากนี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าลงอย่างฮวบฮาบอีกต่างหาก

“ความอ่อนแอของเศรษฐกิจจีนและมาตรการในการดูแลค่าเงินหยวน ที่ทำให้ค่าเงินหยวนสามารถอ่อนค่าได้อีก และจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกดดันตลาดโลก” เจษฎา สุขทิศ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) อินฟินิติ กล่าว

และพอหันไปมองสหรัฐอเมริกาที่ถูกฟันธงไปแล้วว่า เศรษฐกิจฟื้นตัวเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยัง “ไม่ชัดเจน” ว่าจะเอาอย่างไรกับอัตราดอกเบี้ย ปล่อยให้นักวิเคราะห์ นักลงทุน คาดเดากันไปว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกเมื่อไร ซึ่งในการลงทุนไม่มีใครชอบภาวะอึมครึมและเดายากแบบนี้

ขณะที่ยุโรปก็ยังมี กรีซ เป็นฝันร้ายที่กลับมาหลอกหลอนอยู่เป็นระยะๆ แม้แต่ญี่ปุ่นที่ค่อยๆ กระเตื้องขึ้นจากหลุม ก็ไม่รู้ว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน

จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมตลาดหุ้นถึงได้ “ตื่นตระหนก” และพากันดิ่งเหวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ถอยมาตั้งหลัก สักพักหนึ่ง

เมื่อเจอกับความผันผวนและความไม่แน่นอน แบบนี้กูรูด้านการลงทุนและที่ปรึกษาการลงทุนหลายราย จึงแนะนำให้ “ถอยดีกว่า”

โดยแนะนำให้โยกเงินที่ลงทุนอยู่ในสินทรัพย์เสี่ยงที่มีความเสี่ยงสูงๆ เช่น หุ้น มาพักเอาไว้ในสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น เช่น เงินฝาก กองทุนตลาดเงิน กองทุนตราสารหนี้ เพื่อรอให้พายุสงบเสียก่อน แล้วค่อยกลับไปลุยอีกครั้ง

วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) วรรณ ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่แนะนำให้ลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นลง โดยไปเพิ่มการลงทุนในตราสารหนี้ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

“ถ้านโยบายทางเศรษฐกิจของหลายประเทศยังสับสนก็ต้องหลบฝนกันไปก่อน รอจนกว่าสถานการณ์ต่างๆ จะชัดเจนกว่านี้ แล้วค่อยมาปรับพอร์ตอีกครั้งหนี่ง” วิน กล่าวพร้อมกับแนะนำ “พอร์ตหลบฝน” สำหรับการลงทุนในช่วง 2-3 เดือนนับจากนี้

50-60% ลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลางถึงยาว ซึ่งคาดว่าจะให้ผลตอบแทนประมาณ 3%

20-30% ลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

10-20% ลงทุนในหุ้นไทย โดยที่ยังไม่ต้องมองหุ้นต่างประเทศ

“เพราะอยู่ที่ไหนก็มีความเสี่ยง ดังนั้นลงทุนในหุ้นไทยดีกว่า และขณะนี้ราคาหุ้นไทย โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่หลายตัวราคาถูกเกินไปแล้ว ทำให้น่าสนใจลงทุน” วิน แนะนำ

ขณะที่ เจษฎา บอกว่า อย่าถือหุ้นไทยมากนัก เพราะถ้านักลงทุนต่างชาติยังคง “ไม่ปลื้ม” กับประเทศไทยโอกาสที่ตลาดหุ้นไทยจะกลับมาอยู่ในโหมดซิ่งแรงแซงโค้งก็น่าจะอีกนาน หรือถ้าลงทุนในหุ้นไทยควรมองไปที่หุ้นขนาดกลางและเล็กน่าจะทำให้ได้ผลตอบแทนดีกว่า

สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ อดีตประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.แห่งหนึ่ง แนะนำว่า ถ้าผลตอบแทนดีดกลับขึ้นมาสักหน่อยให้ทยอยขายทำกำไร เพราะเศรษฐกิจโลกจะไม่ดีนัก ทำให้ตลาดหุ้นต่างประเทศอาจจะขยับขึ้นๆ ลงๆ อยู่ในกรอบแคบๆ ไปอีกสัก 2-3 ปี

“กองทุนอสังหาริมทรัพย์และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเป็นสินทรัพย์ที่ชอบที่สุด เพราะมีการเติบโตตามภาวะเศรษฐกิจและมีเงินปันผลค่อนข้างสูง ทำให้เป็นการลงทุนที่โดดเด่นมากในภาวะตลาดแบบนี้” ศิริพร สุวรรณการ ผู้บริหารงานที่ปรึกษาทางการเงิน ไพรเวตแบงก์ ธนาคารกสิกรไทย แนะนำ

พักรบ หลบฝน รอ (ตลาด) สงบ ก่อนลุยลงทุน

ทำใจจากนี้ไปกำไรน้อย

ในภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นซึมๆ เหงาๆ แบบนี้คงต้องทำใจว่า โอกาสที่จะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนคงจะไม่อู้ฟู่เหมือน 4-5 ปีที่ผ่านมา

เพราะแม้แต่การลงทุนระยะยาว เช่น การลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเกษียณยังได้รับคำแนะนำให้ “ปรับพอร์ต” ให้บ่อยขึ้น ถ้าต้องการผลตอบแทนที่ดีขึ้น เพราะการซื้อและถือยาวอาจจะทำให้ไม่ได้ผลตอบแทนในช่วง 2-3 ปีข้างหน้านี้

รวมทั้งกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่เคยได้กำไรกันเป็นเท่าตัว อาจจะต้องเตรียมใจว่า จากนี้ไปผลตอบแทนอาจจะไม่มากเหมือนที่ผ่านมาแล้ว

แต่ก็ยังแนะนำให้ทยอยลงทุน LTF เมื่อตลาดหุ้นปรับลดลง (แบบในเวลานี้) เพราะอย่างน้อยๆ ก็ยังได้ “สิทธิลดหย่อนภาษี” ซึ่งเป็นเหมือนผลตอบแทนที่ได้แน่ๆ แต่ใครจะได้มากหรือน้อยกว่ากันก็ขึ้นอยู่กับฐานภาษีของแต่ละคน

และที่สำคัญคือ ใครจะรู้ว่าอีก 5 ปีนับจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น และเมื่อถึงวันนั้นเราจะได้ไม่ต้องมาเสียดายว่า “รู้อย่างนี้” ลงทุนตั้งแต่ดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ 1,300 จุด ก็สบายไปแล้ว

ในวิกฤต มีโอกาสเสมอ

ทุกครั้งที่เกิดวิกฤต เรามักจะบอกกันว่า “ในวิกฤต มีโอกาส” อยู่เสมอ ซึ่งครั้งนี้ก็อาจจะเป็นเช่นนั้น

ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นโลกจะปรับฐานรุนแรงเฉลี่ยปีละครั้ง แต่ละครั้งจะปรับลดลง 12% โดยใช้เวลาปรับฐานเฉลี่ย 16 วันทำการ และ 6 เดือนภายหลังจากการปรับฐาน ตลาดหุ้นโลกให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 27%

“ถ้ารอบนี้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกับในอดีต ก็น่าจะมีโอกาสได้เห็นการรีบาวด์กันบ้าง” เจษฎา กล่าว

พร้อมกับแนะนำว่า ในเวลาแบบนี้น่าจะปิดหน้าจอ เลิกสนใจราคาระหว่างวัน แล้วมองหา “หุ้นดี ราคาถูก” จะดีกว่า เพราะตอนนี้มีหุ้นหลายบริษัทที่ราคาลดลงมาจนเหมือนจะ “ได้ฟรี” ถ้าคิดจากมูลค่าของบริษัทลูก

นอกจากนี้ แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะยังดูไม่ดี เศรษฐกิจบางประเทศจะชะลอ หรือไม่ว่าจะอยู่ตรงจุดไหนใน “วัฏจักรเศรษฐกิจ” ก็ยังคงมีสินทรัพย์บางอย่าง หุ้นบางกลุ่มที่น่าลงทุนอยู่เสมอ

และมองความผันผวนที่เกิดขึ้นในระยะสั้นๆ ว่า “มันก็แค่ความผันผวน” ซึ่งมันจะไม่ทำร้ายการลงทุนอย่างมีวินัย การลงทุนเป็นประจำ และการลงทุนอย่างมีเป้าหมาย

เหมือนกับที่ วรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน บอกไว้ว่า

“สิ่งสำคัญสำหรับทุกคนคือ รู้จักตั้งเป้าหมายการลงทุนโดยแบ่งเงินเป็นก้อนๆ ตามวัตถุประสงค์ที่จะใช้เงิน เมื่อมีเป้าหมายแล้วเวลาเกิดอะไรแรงๆ ขึ้น เราก็ไม่สติแตก เพราะรู้ว่าเราลงทุนอะไร ไปทำไม และเมื่อไรจะใช้เงิน”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท