
ส่งเงินกลับบ้าน
หลังจากหมดเงินไปกับการซื้อธนบัตรปลอม ผมตั้งหน้าตั้งตาทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อหาเงินให้ได้มากที่สุด
โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง
หลังจากหมดเงินไปกับการซื้อธนบัตรปลอม ผมตั้งหน้าตั้งตาทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อหาเงินให้ได้มากที่สุด แต่พอมีเงินมากขึ้นก็เริ่มไม่สบายใจว่าจะเก็บเงินไว้ที่ไหนจึงจะปลอดภัย การมีเงินติดตัวจำนวนมากนั้น ผมกลัวว่าอาจถูกขโมยหรือสูญหายได้
ดังนั้น พอถึงวันเงินเดือนออก ผมจึงไม่รับเงินสดมาไว้กับตัว แต่บอกฝากกับเถ้าแก่แทน
“เถ้าแก่ครับ ผมจะขอฝากเงินเดือนทั้งหมดไว้”
“อ้าว ฝากหมดแล้วจะเอาที่ไหนกินใช้ล่ะ ซิวซี”
เถ้าแก่นิ่วหน้าถามด้วยความแปลกใจ
“ผมไปทำงานพิเศษแบกข้าวสารอยู่ที่ท่าเรือบีไอ เลยได้เงินจากตรงนั้นมาใช้ ผมไม่อยากเก็บเงินไว้กับตัว รบกวนเถ้าแก่เก็บเงินให้ผมด้วยเถอะครับ”
ก่อนหน้านี้ เถ้าแก่ค่อนข้างพอใจเรื่องการทำงานของผมที่ขยันและมีความตั้งใจไม่เคยอู้งาน เมื่อผมรู้จักอดออมจึงสร้างความพึงพอใจให้กับเถ้าแก่ไม่น้อย ต่างไปจากคนงานคนอื่นที่ไม่มีเงินเก็บ แต่ยังชอบมาเบิกล่วงหน้า เถ้าแก่ยิ้มมองผมอย่างชื่นชม ก่อนพูดว่า “ได้ซิซิวซีจะใช้เมื่อไหร่ก็มาเบิกแล้วกัน”
ตั้งแต่นั้นมา ผมทำงานไม่เคยเบิกเงินเดือน เถ้าแก่ยังเคยพูดล้อเล่นกับผมอยู่เสมอๆ ว่า “ถ้าเถ้าแก่เอาเงินเดือนของซิวซีไปใช้จนหมดล่ะ ซิวซีจะทำอย่างไร?”
ผมก็หัวเราะและบอกว่า “ผมเชื่อใจเถ้าแก่ คนเราทำงานใหญ่คำพูดต้องเชื่อถือได้”
ผมบอกแกไปอย่างนั้น แล้วแกก็หัวเราะชอบอกชอบใจ
ผมมีความสุขกับการทำงานมีรายได้เป็นของตัวเอง สุขมากๆ ก็ตรงที่มีเงินเก็บ ทำงานได้ราว 6 เดือน ทุกอย่างเริ่มเข้าที่ มีรายได้แน่นอน สิ่งแรกที่ผมคิดถึงคือ แม่
ภาพแม่ที่รักษาดวงตาของผมให้กลับมามองเห็นได้อีกครั้ง ยังตราตรึงอยู่ในใจเสมอ และสิ่งนั้นเป็นเหมือนเครื่องหล่อเลี้ยงหัวใจผมให้อบอุ่นและอิ่มเอิบได้ตลอดเวลา ผมบอกกับตัวเองว่า “ตอนนี้
ผมทำงานได้เงินแล้ว ผมจะต้องส่งเงินไปให้แม่กับพี่ชาย”
การส่งเงินหรือข้าวของในสมัยนั้น มีวิธีการคือ ผมต้องไปติดต่อให้ทางโพยก๊วนจัดการให้ โพยก๊วนเริ่มมีมาก่อนที่ผมจะมาเมืองไทย และแทบจะหมดไปในยุคที่ประเทศจีนปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ได้ 3-4 ปี เนื่องจากรัฐบาลไทยมีกฎระเบียบข้อบังคับมากมาย และบทลงโทษที่รุนแรง สำหรับการส่งเงินและสิ่งของไปยังประเทศที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ จนอาจเรียกว่าห้ามก็ได้ การส่งสิ่งของต่างๆ จึงน้อยลงมาก
ผมติดต่อกับแหล่งส่งเงินและส่งของไปเมืองจีนที่รู้จักกันดีในนาม “ร้านโพยก๊วน”
ร้านโพยก๊วนในย่านเยาวราช หรือที่เรียกว่าไชน่าทาวน์นั้น มีนับร้อยร้าน ร้านโพยก๊วนที่ให้บริการส่งเงินและของไปที่บ้านเกิดผม ในอำเภอฮงสุนนั้นมีอยู่ 3 ร้าน คือ ร้านซิงฮัวหลี่ ตั้งอยู่ในโรงแรมห่วงกิ๊ว, ร้านฉีหยงฮง และร้านฉั่วหลี
ส่วนใหญ่ผมจะใช้ร้านโพยก๊วน ซิงฮัวหลี่ การส่งสิ่งของครั้งแรก ผมต้องจ่ายเงินให้ครบแล้วทางร้านจึงจะส่งของให้ และพอรู้จักกันดี ไว้เนื้อเชื่อใจ ผมนำแต่จดหมายไปให้ยังไม่ต้องจ่ายเงิน ส่งของให้ก่อน จ่ายทีหลัง
โพยก๊วนที่ตั้งอยู่ในเมืองไทยจะส่งจดหมายของผมพร้อมซื้อข้าวของตามที่ผมระบุ ส่งไปทางเรือให้โพยก๊วนที่เมืองจีน ใช้เวลาประมาณ 20 วัน เมื่อไปถึงปลายทาง โพยก๊วนเมืองจีนจะส่งจดหมายไปบอกกับคนในครอบครัวผมว่ามีของส่งมาให้
พี่ชายของผมเมื่อได้รับจดหมายแจ้งก็ดีใจ รีบไปรับของที่ตลาดซึ่งมีสาขาของโพยก๊วนตั้งอยู่ ผมส่งจดหมายพร้อมของไปให้แม่ ในจดหมายผมเขียนข้อความบอกแม่ว่า
“แม่ครับ...ผมคิดถึงแม่มาก แม่ไม่ต้องเป็นห่วงผม ผมอยู่เมืองไทยสบายดี ผมได้ทำงานมีเงินเดือนแล้ว ผมส่งข้าวของมาให้ มีข้าวสาร 100 กิโลกรัม (1 กระสอบ) น้ำมันถั่ว 2 ปี๊บ น้ำตาล 1 ปี๊บ แป้งหมี่ 2 ปี๊บ บอกทุกคนด้วยว่าผมรักและคิดถึงทุกคน”
ไม่นานราว 20 วัน ผมก็ได้รับจดหมายจากเมืองจีนผ่านทางโพยก๊วนตอบกลับมา ผมเปิดจดหมายดู บนจดหมายจะติดครั่ง เพื่อกันการเปิดออกก่อนถึงมือเจ้าของจดหมาย
ภายในจดหมายมีถุงข้าวสารเล็กๆ ชนิดที่ผมเลือกส่งไป ใส่มาให้ดูด้วย เพื่อยืนยันว่าโพยก๊วนทำตามที่ผมบอก ไม่ได้ตุกติก เอาของไม่ดีไป แล้วคิดเงินเป็นราคาของดี ผมดูแล้วไม่ผิดจากของที่ผมสั่ง ก็จัดการจ่ายเงินให้โพยก๊วน
ผมดีใจและภูมิใจมาก ที่สามารถส่งของกลับบ้านหลังจากมาอยู่เมืองไทยได้แค่ครึ่งปี
ผมอ่านรายการที่ส่งกลับบ้านซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไม่รู้เบื่อ ผมจำรายการและราคาได้อย่างขึ้นใจ
- ข้าวสาร 1 กระสอบ หนัก 100 กิโลกรัม ราคา 50 บาท
- น้ำมันถั่ว 2 ปี๊บ หนักรวม 50 กิโลกรัม ราคา 60 บาท
- น้ำตาลทราย 1 ปี๊บ หนัก 20 กิโลกรัม ราคา 60 บาท
- แป้งหมี่ 2 ปี๊บ หนักรวม 40 กิโลกรัม ราคา 70 บาท
รวม 4 รายการ คิดเป็นเงินทั้งหมด 240 บาท
(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)







