
ตามล่ารับของโจร
คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มีนายศิริชัย วัฒนโยธิน รองประธานศาลฎีกา
คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มีนายศิริชัย วัฒนโยธิน รองประธานศาลฎีกา เป็นเจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะรวม 9 คน ตัดสินจำคุกอดีตประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงไทย กรรมการผู้จัดการ กรรมการบริหาร คนละ 18 ปี และสั่งจำคุกบรรดาผู้บริหารระดับสูงของธนาคารกรุงไทยที่เป็นคณะกรรมการสินเชื่อ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อ เจ้าของและผู้บริหารบริษัท กฤษดามหานคร อีกคนละ 12 ปี โทษฐานทุจริตฉ้อฉลในการอนุมัติสินเชื่อ 9.9 หมื่นล้านบาท ได้กลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ในวงการธุรกิจสถาบันการเงิน และกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญ
คำตัดสินในคดีนี้ยังลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ตั้งแต่คณะกรรมการบริหารธนาคาร กรรมการผู้จัดการใหญ่ รองกรรมการผู้จัดการ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการที่เป็นคณะกรรมการสินเชื่อ ยันเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อ ที่แม้จะมีการพิจารณาตัดสินกันในรูปแบบคณะกรรมการ ไม่ได้ปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งใช้ดุลพินิจตัดสินใจส่วนบุคคล แต่ศาลเห็นว่าเป็นการกระทำที่ฉ้อฉลจนทำให้ธนาคารรัฐเสียหาย มีการเตรียมการดำเนินการเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากคำตัดสินจะพบว่า ศาลได้พิพากษาเอาผิดกับคณะบุคคลที่ร่วมกระทำการทุจริตฉ้อฉลให้ธนาคารเสียหายทั้งหมด แต่ยังปรากฏว่ามีกลุ่มบุคคลอย่างน้อย 5 คน ที่ได้รับผลประโยชน์จากการปล่อยกู้ในครั้งนี้กว่า 190 ล้านบาท
เนื่องจากมีหลักฐานชัดจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า ภายหลังมีการเบิกเงินกู้จากธนาคาร มีการโอนเงินเข้าบัญชีนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร นายวันชัย หงษ์เหิน ในวงเงินกว่า 21 ล้านบาท โอนเงินเข้าบัญชีนายมานพ ทิวารี บิดาของ น.ต.ศิธา ทิวารี กว่า 155 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีการตีเช็คสั่งจ่ายเงินเข้าบัญชีนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ฉบับละ 8.4 แสนบาท จำนวน 21 ฉบับ ร่วม 17 ล้านบาท และนายพานทองแท้นำไปจองซื้อหุ้น AOT
อย่างไรก็ตาม สาเหตุหลักที่ทำให้กลุ่มบุคคลเหล่านี้หลุดรอดจากการลงโทษ เพราะสำนักงานอัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง โดยอ้างว่ามิใช่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ แต่วันนี้ศาลได้ตัดสินออกมาแล้วว่าคดีนี้มีการทุจริตฉ้อฉลจนทำให้ธนาคารเสียหาย เจ้าหน้าที่ของรัฐควรอย่างยิ่งที่จะยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา เพราะแม้บุคคลดังกล่าวมิได้เป็นพนักงานของรัฐ แต่ถือว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 ฐานรับของโจร เมื่อมีหลักฐานชัดเจนว่าคนเหล่านั้นรับเงินจากการปล่อยกู้ในคดีนี้ชัดเจน เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องตามไปเรียกเงินคืนกลับมา เช่นเดียวกับกรณีอื่นๆ ไม่ใช่ปล่อยให้ลอยนวล







