posttoday
เดิมพันประชานิยม สร้างความหวังดันเศรษฐกิจ

เดิมพันประชานิยม สร้างความหวังดันเศรษฐกิจ

28 สิงหาคม 2558

ติดเครื่องใส่เกียร์หกกันทันทีสำหรับทีมเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ขีดเส้นตายให้ทีมเศรษฐกิจทำงานให้เห็นผลภายใน 3 เดือน

ติดเครื่องใส่เกียร์หกกันทันทีสำหรับทีมเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ขีดเส้นตายให้ทีมเศรษฐกิจทำงานให้เห็นผลภายใน 3 เดือน

เพียงแค่สัปดาห์แรกของการทำงานก็ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดแรก โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนที่มีรายได้น้อยทั้งในชนบทและในเมือง ให้เริ่มดำเนินการภายใน 1 เดือน

มาตรการที่เปิดกันออกมายังหนีไม่พ้นโครงการประชานิยมขนานเก่า ที่รัฐบาลนี้พยายามถอนพิษเสพติดประชานิยมให้กับคนไทยทั้งประเทศ แต่สุดท้าย รัฐบาลก็ยังหนีไม่พ้นต้องขุดโครงการประชานิยมมาให้รัฐบาลเสพรอบใหม่

เริ่มตั้งแต่แจกเงินกู้ฟรีดอกเบี้ยให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน โดยให้ธนาคารออมสินปล่อยกู้ปลอดดอกเบี้ยให้กับกองทุนหมู่บ้านที่ผลการดำเนินงานดีเพื่อไปปล่อยกู้ต่อให้กับสมาชิก โดยรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้กับธนาคารออมสินในอัตราประมาณ 3% เศษ เท่ากับต้นทุนทางการเงินของธนาคาร

หากคิดว่าธนาคารออมสินต้องปล่อยกู้ให้กับกองทุนจำนวน 5 หมื่นกองทุน เป็นจำนวน 5 หมื่นล้านบาท เป็นเวลา 2 ปี เท่ากับว่ารัฐบาลต้องชดเชยให้กับธนาคารออมสินกว่า 3,000 ล้านบาท ต้องถือว่าเป็นจำนวนเงินไม่มาก ไม่ได้ทำให้ประเทศล่มจมเหมือนโครงการรับจำนำข้าวที่ทำมา 2 ปี ขาดทุนไปกว่า 5 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการแจกเงินกู้ฟรี หนีไม่พ้นโครงการประชานิยมคัมแบ็ก เพราะถึงไม่แจกเงินฟรี แต่ก็แอบแจกเงินดอกเบี้ย ซึ่งสุดท้ายต้องใช้เงินภาษีมาถมคืน ยังไม่รวมหนี้เสียที่จะเกิดขึ้นกับธนาคารออมสินตามมาอีกจำนวนหนึ่ง เนื่องจากกองทุนหมู่บ้านไม่มีเงินชำระหนี้ เพราะสมาชิกเบี้ยวจ่ายหนี้คืน ซึ่งสุดท้ายธนาคารออมสินก็หนีไม่พ้นขอชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการตามนโยบาย

นอกจากนี้ รัฐบาลยังจัดประชานิยมแจกเงินตำบลละ 5 ล้านบาท โดยให้กระทรวงมหาดไทย ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไปพิจารณาโครงการขนาดเล็กดำเนินการได้เร็วและเป็นประโยชน์กับประชาชน หากคิดตำบลทั้งหมดของประเทศไทย 7,255 ตำบล จะเป็นเงินที่ต้องแจกทั้งหมด 3.62 หมื่นล้านบาท ที่กระจายไปทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าต้องใช้เงินภาษีจากงบประมาณดำเนินการในส่วนนี้ เพราะเป็นเงินให้เปล่าไม่ต้องใช้คืน

เมื่อคิดเม็ดเงินจากโครงการประชานิยมทั้งสองโครงการที่รัฐบาลเร่งเครื่องกระตุ้นเศรษฐกิจ หากทำได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็จะมีเงินไหลหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 9 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะส่งผลดีกับเศรษฐกิจไม่น้อย

ที่สำคัญเหนืออื่นใด คือ ทีมเศรษฐกิจต้องการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจคนมีรายได้น้อย เป็นตัวดึงดูดเรียกความเชื่อมั่นและสร้างความหวังจากประชาชนและนักลงทุน ที่ทรุดหายแทบไม่เหลือให้กลับคืนมามากกว่า โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ซึ่งที่ผ่านมารู้สึกเหมือนถูกรัฐบาลมองข้าม ดังนั้น ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่จึงถมเงินประชานิยมให้กับผู้มีรายได้ให้ความหวังจุดติดขึ้นมาอีกครั้ง

ส่วนผลของโครงการประชานิยมจะดันเศรษฐกิจโตได้มากน้อยขนาดไหน เป็นเรื่องอันดับรองลงมา

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าผลของโครงการมักออกมาต่ำกว่าคาดการณ์เสมอ และสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวนรุนแรง โดยเฉพาะเศรษฐกิจประเทศจีนที่สุ่มเสี่ยงเกิดภาวะฟองสบู่แตก กระทบกับเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญรวมทั้งไทยให้สะบักสะบอมสาหัสสากรรจ์ลงทุนวัน เม็ดเงินที่ใส่เข้าไปน้อยกว่ามูลค่าการส่งออกที่หายไปจำนวนมาก

นอกจากนั้น ในอดีตสมัยทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดแรก ก็เคยกลั้นใจทำโครงการประชานิยมแจกเงินชาวนาและชาวสวนยางพาราไร่ละ 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท/ครอบครัว เป็นเงิน 4-5 หมื่นล้านบาท มาแล้วในช่วงปลายปี 2557 ต่อเรื่อยมาจนถึงต้นปี 2558 แต่ปรากฏว่ากระตุ้นเศรษฐกิจได้เล็กน้อย ต่ำกว่าที่คาดไว้ เพราะคนที่ได้เงินส่วนใหญ่นำเงินไปใช้หนี้ ไม่ได้นำไปใช้จ่าย ส่งผลให้เงินที่ควรจะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและเกิด Multiplier Effect กลับเข้าไปอยู่ในกระเป๋าเจ้าหนี้

ดังนั้น ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลชุดใหม่จึงมีเงื่อนไขการแจกเงินกู้กองทุนหมู่บ้านปลอดดอกเบี้ย ห้ามนำไปใช้หนี้เก่า เป็นการล่อใจให้เป็นหนี้และบังคับใช้จ่ายเพิ่มไปในตัว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงทำให้หนี้ครัวเรือนของประเทศสูงขึ้นด้วย เพราะที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก็ออกมาเตือนว่า หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงกว่า 80% ของจีดีพี กำลังเป็นภัยคุมคามเศรษฐกิจไทยเพิ่มมากขึ้น

ขณะที่การแจกเงินตำบลละ 5 ล้านบาท ถือเป็นช่องทางกระจายเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากได้ดี เพราะผู้รับเหมารายเล็กรายน้อยที่จ้างแรงงานในท้องถิ่นเป็นผู้ได้งาน แต่การดำเนินโครงการขนาดเล็กใช่ว่าจะทำได้ไวเสมอไป เพราะที่ผ่านมาทีมเศรษฐกิจชุดเก่าก็พยายามล้างท่อเงินลงทุนโครงการขนาดเล็กของงบประมาณปี 2558 วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่ก็ทำได้ไม่สำเร็จ

ปัญหาของการดำเนินโครงการลงทุนที่มีจำนวนมาก ก็ยังเสี่ยงต่อการดำเนินการที่ไม่ชอบมาพากล หากผู้เกี่ยวข้องเกรงกลัวกฎหมายก็จะไม่กล้ารีบดำเนินการโดยที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น ความหวังที่จะเห็นการลงทุนของตำบลใช้จ่ายอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่เดือนจึงเป็นเรื่องยาก

เมื่อเม็ดเงินโครงการประชานิยมดังกล่าวจำนวนไม่มาก และยังทยอยออกทีละเล็กละน้อย ย่อมมีแรงกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม การทำโครงการประชานิยมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้เป็นเรื่องผิด ตราบใดที่ไม่ได้ทำให้ประเทศเสียหาย และเป็นการสร้างช่องทางของผู้เกี่ยวข้องหาผลประโยชน์โดยมิชอบ

เพียงแต่ปัญหาที่อาจจะตามกวนใจรัฐบาลตามมาคือ การทำให้คนไทยกลับมาติดประชานิยมรอบใหม่ ที่อาจจะได้ไม่คุ้มเสีย และหากการกระตุ้นไม่เป็นไปตามโรดแมป คือฉีดเงินระยะสั้นผ่านโครงการประชานิยม เพื่อให้เศรษฐกิจเดินต่อไปรับไม้การเร่งลงทุนโครงการขนาดเล็กที่พยายามดันออกมา ก่อนจะไปถึงการดึงเอกชนลงทุน โดยมีแผนทำประชานิยมนายทุนด้วยการหย่อนภาษีให้เป็นพิเศษรอบใหม่นั้น ไม่ได้เป็นไปตามแผน ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น

เมื่อถึงทางตันดังกล่าว รัฐบาลคงหนีไม่พ้นหาเงินมาถมทำโครงการประชานิยม เพื่อเรียกความเชื่อมั่นประชาชนและนักลงทุนไม่มีที่สิ้นสุดอีกครั้ง กลายเป็นภาวะเสพติดซึ่งทำให้เศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่แล้ว สุ่มเสี่ยงกลายเป็นวิกฤตการเงินคลังของประเทศ เหมือนที่เพิ่งเคยประสบมาไม่นานมานี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท