
บทเรียนกรุงไทย
คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา ถือว่าเขย่าวงการธนาคารของรัฐอย่างมาก เพราะทราบกันดีว่าหลายปีที่ผ่านมามีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองเพื่อให้ธนาคารของรัฐปล่อยสินเชื่อประชานิยมและสินเชื่อให้กับพวกพ้องจำนวนมาก มีการทุจริต สร้างความเสียหาย จนธนาคารรัฐอ่อนแอและเป็นภาระการคลังที่ต้องชดเชยความเสียหาย
คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา ถือว่าเขย่าวงการธนาคารของรัฐอย่างมาก เพราะทราบกันดีว่าหลายปีที่ผ่านมามีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองเพื่อให้ธนาคารของรัฐปล่อยสินเชื่อประชานิยมและสินเชื่อให้กับพวกพ้องจำนวนมาก มีการทุจริต สร้างความเสียหาย จนธนาคารรัฐอ่อนแอและเป็นภาระการคลังที่ต้องชดเชยความเสียหาย
ที่เห็นกันในปัจจุบันคือธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ที่มีเอ็นพีแอลถึง 31% ของสินเชื่อรวม หรือธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ที่หนี้เสียใกล้แตะ 50% โดยผู้บริหารชุดใหม่ของทั้งสองธนาคารอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่า เป็นหนี้เสียที่เกิดขึ้นจากการทุจริตปล่อยสินเชื่อมากน้อยแค่ไหน เพื่อจะได้ดำเนินคดีต่อไป
ปัญหาการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองจนเกิดความเสียหาย ทั้งต่อธนาคารรัฐและรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ทำให้เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าบริหารประเทศ ได้มีการตั้งคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจหรือซูเปอร์บอร์ดขึ้น และมีการตั้งกฎกติกาที่อย่างน้อยก็เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง
แต่ที่สำคัญ คือ ซูเปอร์บอร์ดได้ร่างกฎหมายเพื่อจัดตั้งองค์กรชื่อซูเปอร์โฮลดิ้งขึ้นมากำกับดูแลรัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว ซึ่งรวมถึงธนาคารรัฐอย่างธนาคารกรุงไทยด้วย
ในขณะเดียวกันธนาคารของรัฐหลายแห่งก็ยังอยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลังและยังคงมีโอกาสถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองได้ แต่ถ้าหากผู้บริหารของธนาคารรัฐใช้บทเรียนจากคำพิพากษาคดีทุจริตการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย ให้แก่กลุ่มบริษัท กฤษดามหานครแล้ว ก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังหรือหาทางป้องกันไม่ให้ตกเป็นจำเลยและถูกลงโทษเหมือนกรณีธนาคารกรุงไทย ที่ศาลระบุว่า มีหลักฐานว่ามีการปล่อยสินเชื่อถึงกว่า 1 หมื่นล้านบาท ให้บริษัทที่ฝ่ายกลั่นกรองสินเชื่อของธนาคารกรุงไทยเคยจัดอันดับความเสี่ยงไว้ในอันดับ 5 คือ ไม่สามารถอนุมัติสินเชื่อได้
นอกจากนี้คดีดังกล่าวที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าน่าจะมีฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น กลับไม่สามารถหาหลักฐานเชื่อมโยงให้เอาผิดได้
ภาระความรับผิดจึงมาตกอยู่กับผู้บริหารธนาคารและพนักงานของธนาคารรัฐมาทุกยุคทุกสมัย จนทำให้แทบหาผู้มาบริหารธนาคารรัฐได้ยากขึ้นทุกวัน
การจะเปลี่ยนแปลงปัญหาที่ว่านี้ได้ คงไม่เพียงแต่พุ่งเป้าไปที่ความซื่อสัตย์สุจริตของผู้บริหารธนาคารรัฐเท่านั้น แต่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังรวมทั้งซูเปอร์โฮลดิ้งต้องเข้ามาเป็นตัวช่วยด้วยเช่นกันในการวางกฎเกณฑ์ที่เข้มข้นที่ป้องกันการแทรกแซงได้
ถือเป็นกันชนอีกชั้นหนึ่งที่จะช่วยให้ธนาคารรัฐได้คนดีมีฝีมือมาทำงาน โดยไม่ต้องเสี่ยงกับการถูกแทรกแซงและกลายเป็นนักโทษ







