
กมธ.ยกร่างฯพบสื่อยันคปป.เป็นตัวช่วยรัฐบาล
กมธ.ยกร่างฯพบสื่อมวลชน ยืนยันกก.ยุทธศาสตร์ฯเป็นตัวช่วยรัฐบาล
กมธ.ยกร่างฯพบสื่อมวลชน ยืนยันกก.ยุทธศาสตร์ฯเป็นตัวช่วยรัฐบาล
คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ จัดกิจกรรม “กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชน” เป็นวันที่ 3 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ซักถามเกี่ยวกับประเด็นการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ
นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ กมธ.ยกร่างฯ กล่าวตอนหนึ่ง พรรคการเมืองที่ออกมาคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) อยากถามว่า 1.หากประชาชนให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายถึงเห็นชอบคปป. เพื่อทำหน้าที่สร้างปรองดอง อยากถามว่าเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ 2.ก่อนวันที่ 22 พ.ค. 2557 อะไรคือปัจจัยไปสู่ทางตัน หรือการแก้กฎหมายเพื่อคนๆหนึ่ง 3. รัฐบาลก่อนหน้านี้ได้ปฏิรูปเรื่องใดบ้าง 4.เกิดการจลาจล วางเพลิง หรือจาบจ้วงสถาบัน ไม่สามารถมใช่กระบวนการยุติธรรมจัดการคนเหล่านี้ได้ และ 5.รัฐธรรมนูญนี้ ไม่อนุญาตให้นำเงินแผ่นดินไปใช้โดยไม่รับผิดชอบได้อีกต่อไป
“ผมเคยทำงานติดตามมติการปฏิรูป ชุด อานันทน์ ปันยารชุน และ นพ.ประเวศ วะสี ติดตามเรื่องปฏิรูปอย่างเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ ได้นำเรื่องปฏิรูปเข้าครม. เพียงรับทราบ และส่งให้หน่วยงานอื่นๆ เมื่อมีกลไกพิเศษมาทำในสิ่งที่พรรคการเมืองไม่เคยคิดทำ ทำไมจึงคัดค้าน ดังนั้น ควรอ่านรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ”
นพ.ชูชัย กล่าวด้วยว่า ต่อไปในอนาคตจะมีการปฏิรูปป้องกันปราบปรามเรื่องการทุจริต โดยศาลเฉพาะเกี่ยวกับการทุจริตเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตั้งศาลวินัยการเงินและการคลัง เพื่อป้องกันการนำเงินแผ่นดินมาใช้โดยไม่รับผิดชอบ ขณะที่ผู้สมัครเลือกตั้งทุกระดับ ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน รวมถึงต้องแสดงภาษีย้อนหลัง 3 ปี
ขณะที่งบประมาณที่ถูกตัดจากการแปรญัตติตัดงบ ประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท จะไม่ให้เป็นงบสส.อีกต่อไป ดังนั้น เป็นเรื่องที่คนไทยทั้งประเทศตัดสิน อยากให้บ้านเมืองในอนาคตเป็นประชาธิปไตยแบบไหน
อย่างไรก็ตาม ในเวทีซักถามมีประเด็นเกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ต่อประเด็นกลไกการเสริมสร้างความปรองดองและสมานฉันท์ระหว่างคู่ขัดแย้ง และให้อำนาจสั่งการในการดำเนินการระงับความขัดแย้งหรือรุนแรงที่เป็นการขัดขวางการปฏิรูป ซึ่งเป็นบทบัญญัติในมาตรา 261 (4) และ (5) จะมีหลักประกันว่าจะไม่เลือกปฏิบัติหรือแบ่งขั้นทางการเมือง
นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกกมธ.ร่างฯ ตอบคำถามว่า เป็นความพยายามของกมธ.ยกร่างฯ ต้องการตอบโจทย์ดังกล่าว ด้วยการกำหนดกลไกหรือเครื่องมือที่ควบคู่กับระบอบการเมืองปกติ ส่วนหลักประกันของกลไกจะสร้างความปรองดองได้จริง ต้องขึ้นอยู่กับความร่วมมือของประชาชนทุกฝ่ายที่เป็นตัวละครของความขัดแย้ง
ทั้งนี้ ยอมรับว่าการปฏิรูปที่มีผลเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และพรรคการเมืองไม่ทำ เนื่องจากกระทบต่อฐานคะแนนเสียง การปรองดองยากจะทำเพราะพรรคการเมืองมีจุดยืน รวมถึงมีมวลชนของตัวเองที่ต้องรักษาไว้ ดังนั้นกลไกของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ เสมือนเป็นผู้ช่วยรัฐบาลในการดำเนินการปฏิรูปเรื่องยากๆ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องบริหารของรัฐบาล
ขณะที่ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกกมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ มีวาระทำงาน 5 ปี โดยเริ่มนับแต่วันที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ ดังนั้น จะมีระยะปฏิบัติงานช่วง 1 รัฐบาลเท่านั้น ซึ่งอย่างลืมว่าองค์ประกอบของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ มีภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของรมว.กลาโหม หากนายกฯ ดำรงตำแหน่งรมว.กลาโหมก็จะเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง ดังนั้น คาดหวังว่ากรรมการยุทธศาสตร์ฯ จะทำงานเพื่อบ้านเมือง
“ผมไม่อยากให้มองในแง่เลวร้าย หรือแง่ลบว่าจะห้ำหั่นหรือควบคุมกันเพราะจะไม่ทำให้บ้านเมืองขับเคลื่อนหรือเดินหน้าไปได้ ผมขอให้มองในแง่ดี ในกรณีที่จะมีกลไกช่วยรัฐบาลในการปฏิรูปซึ่งที่ผ่านมาไม่มีเคยบทบัญญัติใดกำหนดไว้ ซึ่งการปฏิรูปเป็นเจตจำนงของคนส่วนใหญ่ที่ผ่านมาและอนาคต ดังนั้นอย่าไปมองเรื่องการทะเลาะ หรือแย่งกันทำงาน ควรมองในสิ่งที่ดี ผมเชื่อว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่บริหารบ้านเมืองทุกวันนี้ เขาหวังให้ประเทศเดินไปด้วยดี หากคนเหล่านี้จะมีส่วนในการดูแลการปฏิรูปประเทศต่อไป จะไปทำให้ประเทศเสียหาย หรือจะรบราฆ่าฟันกับรัฐบาลใหม่ทำไม ซึ่งคณะทหารที่เข้ามากี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็กลับไปบ้านทั้งนั้น” พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าว
ด้านนายจรัส สุวรรณมาลา กมธ.ยกร่างฯ ชี้แจงว่า อำนาจในมาตรา 261 (4) และ (5) เป็นอำนาจในการขับเคลื่อนการปฏิรูประเทศ เนื่องจากเป็นวาระที่เสี่ยงที่รัฐบาลหรือใครที่เข้ามาจากการเลือกตั้งรับไปทำทั้งหมด อย่างน้อยในช่วง 5 ปีแรก จึงต้องมีกลไกในการกำกับไว้ แต่หากช่วงเวลาดังกล่าวคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ใช้อำนาจเกินความจำเป็น หรือใช้อำนาจที่ไม่เกี่ยวกับการผลักดันปฏิรูป ต้องถูกตรวจสอบผ่านทางศาลและรัฐสภา
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า กรณีที่กลุ่มที่มีความคิดตรงข้ามรัฐบาลหรือคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ และดำเนินการเคลื่อนไหว เช่น ตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง หรือโรงเรียนประชาธิปไตย อำนาจที่กำหนดไว้ตาม มาตรา 261 จะใช้ดำเนินการได้หรือไม่ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญไม่ใช่ Hand Book ที่จะตอบอะไรได้ทั้งหมด หน้าที่และความรับผิดชอบของนักการเมืองยังมี และต้องทำงานให้ดี ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐธรรมนูญจัดการทั้งหมด
ส่วนคำถามนั้นต้องสอบถามนักการเมืองด้วยเช่นกัน ว่ากรณีที่กลัวถูกคณะใดข่มเหง หากนักการเมืองทำดี จะเป็นพลังสนับสนุน และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ไม่กล้าทำอะไร ดังนั้นอย่าคิดประเด็นในทางขวา หรือ ดำ ทั้งนี้การร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่ยกร่างด้วยการคิดประเด็นใดล่วงหน้า หรือจัดการได้ทั้งหมด หรือทุกเรื่อง ขณะที่เนื้อหาในร่างรัฐธรมนูญไม่ได้ปิดกั้นพรรคการเมืองใด







