
สิ้นเดือนส.ค.งดจ่ายน้ำทำนา
กรมชลประทานหยุดจ่ายน้ำทำนาสิ้นเดือนนี้ ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาลดลงต่อเนื่อง
กรมชลประทานหยุดจ่ายน้ำทำนาสิ้นเดือนนี้ ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาลดลงต่อเนื่อง
นายเอกศิษฐ์ ศักดีธนาภรณ์ ผู้อำนวยการโครงการเขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท เปิดเผยว่า ในวันที่ 31 ส.ค.นี้ จะสิ้นสุดกำหนดการส่งน้ำเข้าระบบชลประทานสำหรับพื้นที่การเกษตรประจำฤดูกาลผลิต 2558 และขณะนี้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่จุดวัดน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา ระดับน้ำเหนือเขื่อนลดลง 14 เซนติเมตร เนื่องจากเขื่อนเจ้าพระยาคงอัตราการระบายน้ำไว้ที่ 75 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2
“สาเหตุที่ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาลดลงอย่างต่อเนื่องนั้น มาจากกรมชลประทานเร่งจัดสรรน้ำเข้าพื้นที่นาข้าวในฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาจาก 130 ลบ.ม./วินาที เป็น 136 ลบ.ม./วินาที และฝั่งตะวันตกเพิ่มจาก 115 ลบ.ม./วินาที เป็น 144.75 ลบ.ม./วินาที ก่อนที่จะสิ้นสุดกำหนดการส่งน้ำตามแผนการจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตรในวันที่ 31 ส.ค.นี้” นายเอกศิษฐ์ กล่าว
ทั้งนี้ ปริมาตรน้ำกักเก็บใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี มีปริมาตรน้ำใช้การรวมกันเพียง 1,803 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 10% ของความจุทั้ง 4 เขื่อนรวมกัน โดยปริมาตรน้ำเพิ่มขึ้นจากช่วงปลายเดือน ก.ค.ซึ่งมีน้ำเพียง 671 ล้าน ลบ.ม.
อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานตั้งเป้าว่า ภายในวันที่ 1 พ.ย.นี้ปริมาตรน้ำกักเก็บในเขื่อนทั้ง 4 แห่งรวมกันต้องไม่น้อยกว่า 3,500 ล้าน ลบ.ม. เพื่อให้เพียงพอต่อการอุปโภคและบริโภคตลอดช่วงหน้าแล้ง 2558/2559 ชึ่งคงเหลือช่วงเวลากักเก็บน้ำให้ได้ตามเป้าอีกประมาณ 2 เดือน โดยปริมาตรน้ำไหลลงเขื่อนทั้ง 4 แห่งรวมกันวันละประมาณ 37 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ระบายออกวันละ 16 ล้าน ลบ.ม.
ด้านกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า ร่องมรสุมได้เลื่อนไปพาดผ่านประเทศเมียนมา ตอนบนของภาคเหนือ และประเทศลาวตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวตังเกี๋ย ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทย มีกําลังอ่อนลง ทําให้ประเทศไทยมีฝนลดลง เว้นแต่บริเวณภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ยังมีฝนมากกว่าบริเวณอื่นๆ
นายธวัชชัย เอี่ยมจิตร์ แกนนำชาวนา จ.ชัยนาท กล่าวว่า นโยบายรัฐบาลอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจประชาชนผู้ม่ีรายน้อยจำนวน 5 หมื่นล้านบาท โดยปล่อยกู้ผ่านกองทุนหมู่บ้านนั้นไม่มีประโยชน์ เปรียบเสมือนโยนปลาให้ชาวบ้านไม่ใช่เครื่องมือหาปลา ดังนั้นควรใช้เพื่อพัฒนาโครงสร้างเพื่อความเข้มแข็งของการประกอบอาชีพจะเกิดประโยชน์ที่ยั่งยืนกว่า เช่น ให้กระทรวงพาณิชย์สร้างตลาดรองรับพืชผลการเกษตรหรือสร้างระบบผันน้ำเชื่อมต่อระบบชลประทานหลัก







