
วิโรจน์หัวใจกำเริบนอนรพ.คุก
16 ผู้ต้องขังคดีปล่อยกู้กรุงไทยมีโรคประจำตัวอื้อ เครียดจัด แนะให้ทำใจเข้าอบรมธรรมะ
16 ผู้ต้องขังคดีปล่อยกู้กรุงไทยมีโรคประจำตัวอื้อ เครียดจัด แนะให้ทำใจเข้าอบรมธรรมะ
นายอายุตม์ สินธพพันธ์ุ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เปิดเผยว่า จากการรับตัว 16 ผู้ต้องขังคดีปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย พบว่าส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว บางรายมีอาการป่วยกำเริบต้องเข้าไปรักษาตัวกับแพทย์ โดยเฉพาะนายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย มีโรคประจำตัวคือโรคหัวใจ โดยมีอาการหัวใจเต้นเร็ว ต้องพึ่งออกซิเจนช่วย และถูกส่งตัวไปดูอาการที่สถานพยาบาลในเรือนจำ
นอกจากนี้ ยังมี ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ อดีตประธานบริหารธนาคารกรุงไทย มีโรคประจำตัวคือความดัน นายสุบิน แสงสุวรรณเมฆา อดีตผู้บริหาร บริษัท อาร์เค โปรเฟสชั่นนัล ป่วยเป็นโรคตับ อย่างไรก็ตามจากการเข้าไปพูดคุยกับกลุ่มผู้ต้องขังบางส่วนยังมีอาการเป็นกังวลหลังมีคำตัดสินจำคุก ทั้งนี้จะให้นักจิตวิทยาเข้าไปพูดคุยเพื่อช่วยเหลือด้านสภาพจิตใจ
นายอายุตม์ กล่าวว่า การขอพระราชทานอภัยโทษเป็นสิทธิของผู้ต้องขังกลุ่มนี้จะยื่นเรื่องขึ้นมาเหมือนผู้ต้องขังทั่วไป โดยจะมีคณะกรรมการเป็นผู้พิจารณา แต่ก็ต้องอยู่ในวาระสำคัญของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลเป็นผู้เสนอ
สำหรับการขอพักการลงโทษต้องอยู่ในเงื่อนไข เช่น จำคุกไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของกำหนดโทษ ที่ผ่านมาเคยมีการพักโทษกรณีพิเศษโดยมีผู้สูงอายุด้วย ส่วนใหญ่เป็นนักโทษอายุ 70 ปีขึ้นไป แต่ก็ต้องคิดคุกอย่างน้อย 1 ใน 3 ของกำหนดโทษเช่นกัน
“ไม่ว่านักโทษจะอายุเท่าใด ก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายก่อน และเมื่อนักโทษถูกจำคุกได้ 6 เดือนแล้ว จะมีการแบ่งชั้นนักโทษจากชั้นกลางเป็นชั้นดี ชั้นดีเป็นชั้นดีมาก ตามลำดับต่อไป” ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ กล่าว
นายอายุตม์ กล่าวว่า การคุมขังกลุ่มผู้ต้องขังคดีธนาคารกรุงไทย มีผู้ต้องหา 4 คน ถูกจำคุก 18 ปี อาทิ ร.ท.สุชาย และนายวิโรจน์ กลุ่มนี้จะถูกส่งตัวไปยังเรือนจำคลองเปรมที่มีอำนาจคุมนักโทษไม่เกิน 15 ปี
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทั้ง 4 ราย ยังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เนื่องจากอยู่ระหว่างทำเอกสาร คาดว่าประมาณ 2 สัปดาห์ถึงแยกเรือนจำได้ ส่วนผู้ต้องหารายอื่นๆ ที่เหลือต้องโทษจำคุก 12 ปี จะถูกคุมขังภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
นายวิทยา สุริยะวงค์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า ผู้ต้องขังคดีธนาคารกรุงไทยทั้งหมดมีอาการเครียด เพราะไม่คาดคิดว่าจะถูกจำคุก จึงไม่ได้เตรียมใจมาก่อน และจากการเข้าไปพูดคุยกับกลุ่มผู้ต้องขังพบว่าสามารถรับประทานอาหารของเรือนจำได้ปกติ และมีญาติมาเข้าเยี่ยมแล้ว
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่แนะนำให้ทำใจ เพราะคดีสิ้นสุดแล้ว และได้พูดคุยให้ปรับตัวใช้ชีวิตในเรือนจำโดยช่วงกลางวันให้ผู้ต้องขังสูงอายุในกลุ่มคดีดังกล่าวมารวมกันเพื่ออบรมธรรมะช่วยทำใจ







