
"ธีรยุทธ"ชี้ประชาธิปไตยต้องกระจายสู่ประชาชนอย่างแท้จริง
"ธีรยุทธ" เน้นกระจายประชาธิปไตยลงสู่ประชาชนทุกพื้นที่เพื่อสร้างความเข้มแข็งประเทศ
"ธีรยุทธ" เน้นกระจายประชาธิปไตยลงสู่ประชาชนทุกพื้นที่เพื่อสร้างความเข้มแข็งประเทศ
เมื่อวันที่ 27 ส.ค. สถาบันสัญญาธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดพิธีมอบรางวัลผลงานทางวิชาการที่สร้างสรรค์และสร้างผลสะเทือนทางสังคม โดยนายธีรยุทธ บุญมี อดีตผู้อำนวยการสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ฯ กล่าวบรรยายหัวข้อ "สิทธิและอำนาจของประชาชน" ตอนหนึ่งว่า เรื่องของงานวิชาการที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะแนวคิดของนักคิดหรือปัญญาชนรุ่นก่อนที่กระทบโดยตรง คือ เรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความรักในสังคมไทย
ส่วนการตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพของมหาวิทยาลัยหรืองานวิชาการ ต้องทบทวนให้ดี แม้ทุกวันนี้จะแยกลำบากระหว่างงานวิชาการแท้ๆกับงานที่มีฝักมีฝ่ายทางการเมือง แต่เชื่อว่างานวิชาการมหาวิทยาลัยน่าจะแยกได้ มาถึงตอนนี้ค่อนข้างห่วงจิตวิญญาณในการปกปักษ์รักษามหาวิทยาลัยที่เริ่มน้อยลงจากฝ่ายบริหาร ส่วนตัวขอเรียกร้องให้ยืนยันในเรื่องสิทธิเสรีภาพในมหาวิทยาลัย
สำหรับเรื่องประชาธิปไตย สิทธิอำนาจของประชาชน ส่วนตัวเคยพูดว่าตั้งแต่มีการชุมนุมกปปส. เป็นช่วงที่ตนมีปัญหาทางความคิดมาก เพราะต้องทบทวนความคิดอย่างสูง เพราะอยู่กับประชาธิปไตยมาตลอดมากว่า 40 ปี แต่ต้องมาตั้งคำถามว่าคนมองประชาธิปไตยอย่างไร พอสรุปได้ว่า คนไทยจำนวนมากมองประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุอะไรบางอย่าง มากกว่ามองว่าประชาธิปไตยเป็นส่วนประกอบของวิถีชีวิต ทำให้มองประชาธิปไตยด้อยลงกว่าประชาธิปไตยของต่างประเทศ
"พอมองเป็นเครื่องมือก็ถูกวางทิ้งหรือพักเอาไว้ได้ นักการเมืองยิ่งสมาทานประชาธิปไตยแค่การเลือกตั้ง กับตำแหน่งในรัฐสภา ส่วนชาวบ้านพูดโดยเฉลี่ยก็สมาทานประชาธิปไตยกับการเลือกตั้งได้ผู้แทน สส. เป็นที่มาผลประโยชน์ของชุมชน จึงเห็นว่าขาดหายในหลายมิติ"นายธีรยุทธ กล่าว
นอกจากนี้ กลุ่มทุนที่ถือว่าเป็นส่วนที่ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยมากที่สุด ซึ่งคิดว่าพวกกลุ่มทุนเกือบไม่สมาทานกับประชาธิปไตยเท่าไหร่ คงคิดแต่เพียงว่าจ่ายเท่าไหร่ให้นักการเมือง เป็นอะไรที่เอียงมากในสังคม จึงมาสู่ภาวะที่ไปต่ออย่างกระท่อนกระแท่น อาจไม่รุดหน้าไปเหมือนที่อื่นในช่วง 10 ปี ซึ่งสะดุดสองหนมีรัฐประหารสองครั้ง
อย่างไรก็ตาม ส่วนของชาวบ้านนั้นสำคัญมาก ประชาธิปไตยต้องของเข้าถึงชุมชนจริงๆ เพราะถ้าไม่มีคงเกิดโอกาสที่จะมีประชาธิปไตยอย่างมั่นคงแข็งแรงคงลำบาก แต่เมืองไทยไม่มีความสมดุลในการแก้ปัญหาเรื่องประชาธิปไตย พูดได้เลยว่าวิธีคิดที่เป็นแบบนี้ การแก้ปัญหาหลังเกิดการชุมนุมกปปส. รัฐประหารคสช. คือ มีความเชื่อที่ว่าปัญหาวิกฤติทางการเมือง จะแก้ได้เมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คนที่มีแนวคิดเช่นนี้ เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง
"การสมานฉันท์ไม่สามารถเกิดจากการเขียนกฎหมาย คำสั่ง หรือการร้องเพลง ต้องได้รับความยินยอมพร้อมใจกับความจริงความถูกต้องในทุกด้าน อยากฝากไว้ว่าการสร้างความสมานฉันท์จริงๆ เป็นเรื่องยาก ต้องมองปัญหาให้ถูก ปัญหาใหญ่บ้านเราคือการคิดต่างกัน ทหารหรือคสช.ก็ยังคิดแบบวิชาชีพของท่าน คิดเรื่องรัฐกับชาติและความมั่นคง แต่คนมองปัญหาชาติต่างกัน ผมให้ความสำคัญกับประเทศมากกว่า ชาติจะมีความรู้สึกถึงการรักชาติที่ผูกพันธ์แรง แต่ประเทศจะคิดถึงสังคม ชาวบ้าน ใช้คำว่าประเทศสายตาจะกว้างขึ้น ทหารยังติดความคิดเรื่องชาติ"นายธีรยุทธ กล่าว
อย่างไรก็ดี กมธ.ยกร่างฯ ที่พูดเรื่องพลเมือง เหมือนระบุให้ประชาชนต้องมีความรับผิดชอบและกระตือรือร้นมากขึ้น พอคิดแบบนี้ถามว่ามีมาตรการอะไรที่จะทำได้จริง พอคิดต่างกันหนทางแก้ปัญหาจึงต่างกัน สิ่งที่ขาดหายไป คือ ทำอย่างไรจะเอาพลังของประชาชนมาเป็นฐานให้กับประเทศ พลังของคนมากที่สุดจึงจะช่วยแก้ปัญหาได้ แต่ปัญหาประเทศยิ่งทวีความรุนแรงในทุกเรื่อง และยังไม่มั่นใจที่จะกระจายอำนาจไปสู่ประชาชนอย่างไร
นายธีรยุทธ กล่าวด้วยว่า ทำไมชาวบ้าน ประชาชนจึงยังไม่สามารถสมาทานประชาธิปไตยที่เป็นอำนาจอย่างแท้จริง เพราะชาวบ้านถูกมองเป็นคนอื่นที่ต่ำต้อยกว่าชาวกรุง ส่วนตัวคิดว่าชาวบ้านมองตัวเองในเชิงลบ เป็นอัตลักษณ์ที่ชาวบ้านสร้างขึ้นด้วย การจะให้ชาวบ้านมาเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งนั้น อัตลักษณ์ความเป็นตัวตนเป็นสิ่งสำคัญคือต้องมั่นใจในตนเอง ชาวบ้านยังไม่รู้สึกถึงอำนาจของตัวเองจริง แม้หลังการเลือกตั้ง แม้จะถูกยึดโดยมหาดไทย ส่วนท้องถิ่น ยังไม่รู้สึก นี่จริงเป็นสิ่งที่ต้องผลักดันต่อไปในเรื่องกระจายสิทธิตัวเองของท้องถิ่น ชาวบ้านจะได้มีประชาธิปไตยเป็นวิถีชีวิต ต้องให้ปฏิบัติเชิงอำนาจจริงๆในส่วนท้องถิ่น วิธีการนี้จะละเอียดซับซ้อนกว่าการเขียนกฎหมาย ทำอย่างไรถึงจะมีกลไกที่รับประกัน ดังนั้นจึงต้องผลักให้เกิดอัตลักษณ์กับการเคารพสิทธิอำนาจของตนเอง







