
ไทยแกร่งรุกแรงตลาดเวียดนาม
การรวมตัวกันเป็นกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะเกิดขึ้นในสิ้นปี 2015 นี้ ช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจการค้าการลงทุนในกลุ่มประเทศสมาชิกเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้สื่อเวียดนามระบุว่า หลายบริษัทของไทยกำลังรุกตลาดเวียดนามและมีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ
การรวมตัวกันเป็นกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะเกิดขึ้นในสิ้นปี 2015 นี้ ช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจการค้าการลงทุนในกลุ่มประเทศสมาชิกเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้สื่อเวียดนามระบุว่า หลายบริษัทของไทยกำลังรุกตลาดเวียดนามและมีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ
แถ่งเนียน นิวส์ เว็บไซต์ข่าวของเวียดนาม ระบุว่า หลายบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยเข้ามาลงทุนในเวียดนามมากในระยะหลังนี้ นอกจากบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ของตระกูลสิริวัฒนภักดี และเซ็นทรัลกรุ๊ปของตระกูลจิราธิวัฒน์แล้ว ยังมีบริษัทเครือซิเมนต์ไทย (เอสซีจี) ที่ถือเป็นอีกหนึ่งในหลายบริษัทของไทยที่ขยายตัวในเวียดนามอย่างรวดเร็ว
ทีซี เฟล็กซิเบิ้ลแพคเกจจิ้ง คอมพานี บริษัทในเครือเอสซีจี เข้าซื้อหุ้น 80% จากบริษัท ตินถาน ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์รายใหญ่ของเวียดนาม คิดเป็นมูลค่า 40 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,400 ล้านบาท) เพื่อขยายกำลังการผลิตในเวียดนามและเพิ่มความแข็งแกร่งให้บริษัทถึงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ทั้งนี้ บริษัทในเครือเอสซีจีขยายเครือข่ายธุรกิจมากมายในเวียดนาม โดยมี 20 บริษัทในหลากหลายผลิตภัณฑ์อย่างวัสดุก่อสร้าง กระดาษ ไปจนถึงน้ำมันปิโตรเลียม โดยมีรายงานรายได้รวมทั้งหมดอยู่ที่ 288 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.03 หมื่นล้านบาท) ใน 6 เดือนแรกของปี 2015 ซึ่งเพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2014
ขณะเดียวกันเว็บไซต์ข่าวดังกล่าวระบุด้วยว่า บริษัท ซีพี กรุ๊ป ของตระกูลเจียรวนนท์ ก็บุกตลาดเวียดนาม โดยมี 8 โรงงานอุตสาหกรรมและฟาร์มปศุสัตว์อีก 5 แห่งในเวียดนาม ทั้งนี้ บริษัท ซีพี กรุ๊ป มีส่วนแบ่งตลาดไข่ไก่ในเวียดนามมากถึงราว 50% รายได้เมื่อปี 2014 อยู่ที่ 2,070 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.37 หมื่นล้านบาท)
แถ่งเนียน นิวส์ เปิดเผยอีกว่า ธุรกิจหลายประเภทของเวียดนามสู้ของไทยไม่ได้ โดยเฉพาะเสื้อผ้าที่ต้องมีการนำเข้าจากไทยซึ่งมีราคาถูกกว่าของเวียดนาม 30-50% อีกทั้งมีคุณภาพที่ดีกว่าและการออกแบบที่สวยงามกว่า ส่วนทางด้านอาหารเวียดนามที่ถึงแม้ว่าจะมีรสชาติอร่อยไม่แพ้อาหารไทย แต่ผู้บริโภคชาวเวียดนามชื่นชอบในคุณภาพและความปลอดภัยในอาหารไทยมากกว่า
ด้าน โรเบิร์ต ตรัน ผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาโรเบนนี ระบุว่า การเข้ามาของสินค้าไทยในเวียดนามจะส่งผลให้สินค้าท้องถิ่นหลักๆ ของเวียดนามหลุดตลาดไป และแม้เวียดนามจะพยายามผลิตสินค้าทางการเกษตรที่มีคุณภาพมาตรฐานสากล แต่ก็ไม่ได้ปรับใช้ทั่วทุกโรงงาน อีกทั้งก็ทำเพื่อส่งออกเท่านั้น
ด้าน อุษา ไวยเจริญ ผู้อำนวยการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรุงฮานอย เปิดเผยกับ ต่วยเตร นิวส์ เว็บไซต์ข่าวเวียดนาม ว่า ไทยได้ประโยชน์จากศักยภาพตลาดค้าปลีกของเวียดนามที่มีผู้บริโภคเกือบ 90 ล้านคน การค้าระหว่างไทยและเวียดนามดำเนินมาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว โดยมีมูลค่า 3 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 1995 (ราว 106 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.06 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2014 (ราว 3.78 แสนล้านบาท) ซึ่งรัฐบาลไทยและเวียดนามตั้งเป้าการค้าให้ถึง 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.12 แสนล้านบาท) ในปี 2020







