
คลังปรับทัพใหม่ เดิมพันฟื้นเศรษฐกิจไทย
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ในที่สุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็เห็นชอบแต่งตั้ง สมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากร เป็นปลัดคลังคนใหม่ ต่อจาก รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ที่จะเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือน ก.ย.นี้
นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบให้มีการแต่งตั้ง กุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ไปเป็นอธิบดีกรมศุลกากร และให้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่ปรึกษาสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) มาเป็นผู้อำนวยการ สคร.
การโยกย้ายครั้งนี้ถือเป็นการปรับทัพกระทรวงการคลังใหญ่และตอกย้ำการดันคนรุ่นใหม่ๆ ขึ้นมานั่งเป็นหัวเรือในกระทรวงและกรมกองต่างๆ โดย สมชัย มีอายุ 54 ปี กุลิศ 52 ปี ส่วนเอกนิติ อายุ 44 ปี โดยเอกนิติถือเป็นอีกคนที่ถูกคาดหมายว่าจะได้เป็นปลัดกระทรวงการคลังในอนาคตอีกด้วย
ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังมีการโยกย้ายนอกฤดูมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยแต่งตั้งให้ กฤษฎา จีนะวิจารณะ ที่ปรึกษา สศค. ขึ้นเป็นผู้อำนวยการ สศค. ในวัย 52 ปี แต่งตั้ง จักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล รองปลัดกระทรวงการคลัง อธิบดีกรมธนารักษ์ วัย 55 ปี และแต่งตั้ง สุวิชญ โรจนวานิช ผู้ตรวจคลังเป็นผู้อำนวยการ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ในวัย 57 ปี
จะเห็นได้ว่าผู้บริหารกลุ่มนี้เป็นคนรุ่นใหม่ อายุการทำงานในราชการยังเหลือมาอีกหลายปีแทบทั้งนั้น และการโยกย้ายเพิ่มเติมในรอบหน้าแทนตำแหน่งที่ว่างลงจากการเกษียณอายุราชการ ก็คาดได้เลยว่าจะมีการผลักดันคนรุ่นใหม่อีกหลายคนขึ้นไปคุมกรมกองต่างของกระทรวงการคลังเพิ่มเติมอีก
การตั้งคนรุ่นใหม่ขึ้นมาถือว่ามีข้อดีอย่างยิ่ง เนื่องจากคนรุ่นใหม่ยังมีไฟการทำงานมาก ยังมีความก้าวหน้าอีกไกล ดังนั้นจะมีการทุ่มเทการทำงานอย่างเต็มที่เพื่อแสดงฝีมือให้ออกมาเป็นที่ประจักษ์กับฝ่ายนโยบาย
อย่างไรก็ตาม การดันคนรุ่นใหม่ยกแผงขึ้นมาคุมกระทรวงและกรมกองต่างๆ เช่นนี้ ก็อาจจะมีปัญหาการทำงานตามมาเช่นกัน โดยเฉพาะคนที่ถูกย้ายแบบผิดฝาผิดตัว จะทำให้การบริหารของกระทรวงการคลังซึ่งเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจสะดุดไม่ราบรื่นได้เช่นกัน
นอกจากนี้ การดันแต่คนรุ่นใหม่ขึ้นมากุมอำนาจในกระทรวงอาจจะได้รับแรงต้านจากข้าราชการที่อาวุโสกว่าแต่ถูกมองข้าม หรือแม้แต่ในรุ่นระนาบเดียวกันที่ไม่สามารถเบียดขึ้นไปในตำแหน่งที่คาดหวังได้ ก็จะทำให้หัวเรือคนรุ่นใหม่ไม่ได้รับความร่วมมือในการทำงาน โดยเฉพาะการผลักดันนโยบายและมาตรการต่างๆ ในการดูแลเศรษฐกิจ
กรณีการโยกย้ายล่าสุด เป็นไปตามคาดในตำแหน่งของปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งสมชัย เป็นตัวเต็งลอยลำข้ามปี เพราะบุคลิกการทำงานที่โดดเด่นทุ่มเททำจริงและช่วงที่ผ่านมาได้รับความไว้ใจจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เนื่องจากเป็นนักเรียนวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นเดียวกัน
นอกจากนี้ ที่ผ่านมาสมชัยก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก จากลูกหม้อ สศค. เป็นผู้อำนวยการ สศค. ได้ไปเป็นอธิบดีกรมศุลกากร ถูกโยกมาเป็นผู้อำนวยการ สคร. ก่อนถูกย้ายกลับมาเป็นผู้อำนวยการ สศค.อีกรอบ และได้โยกกลับมาเป็นอธิบดีกรมศุลการอบสอง จนมานั่งในตำแหน่งปลัดคลังในวันนี้
อย่างไรก็ตาม ในวัย 52 ปี กับสไตล์การทำงานที่ดุดันตรงไปตรงมา บางครั้งทำให้การทำงานดูแข็งกร้าวจนถูกแรงต้านจากข้าราชการอย่างมากเช่นกัน ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมศุลกากรทั้งสองสมัย ซึ่งสมชัยรู้จุดแข็งที่เป็นจุดอ่อนของตัวเองดี เชื่อว่าหลังจากรับตำแหน่งจะมีการปรับให้การทำงานอ่อนโยนมากขึ้น และด้วยความที่ให้ความเคารพนบนอบกับรุ่นพี่ ทำให้ซื้อใจข้าราชการรุ่นพี่ที่จะช่วยเป็นกำลังทำงานให้ไม่ยาก ปัญหาก็จะอยู่ตรงที่ข้าราชการในระนาบเดียวกันและพลาดหวังไม่ได้ขึ้นเป็นปลัดคลังเท่านั้น
ในส่วนของการแต่งตั้งเอกนิติขึ้นเป็นผู้อำนวยการ สคร. ถือว่าเป็นข้าราชการอายุน้อยมากที่ได้ขึ้นเป็นระดับอธิบดี การถูกโยกย้ายไปเป็นผู้อำนวยการ สคร. อาจดูเหมือนผิดฝาผิดตัว แต่ด้วยความที่เป็นคนเรียนรู้งานได้เร็ว น่าจะให้ผ่านงานนี้ได้ไม่ยากและหน่วยงานที่ถูกส่งไปยังเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านบริหารอีกด้านหนึ่ง ก่อนที่จะถูกส่งไปเป็นอธิบดีกรมภาษีในอนาคตและเข้าชิงเป็นปลัดกระทรวงการคลังในอนาคต
แต่สำหรับการแต่งตั้งกุลิศไปเป็นอธิบดีกรมศุลกากร ที่เป็นรายชื่อที่แหกโผมากที่สุด เพราะก่อนหน้านี้มีโผจะส่ง สมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ซึ่งเป็นลูกหม้อของกรมศุลกากรและเคยนั่งเป็นอธิบดีกรมศุลกากรมาหนึ่งสมัยแล้ว ให้กลับไปนั่งเป็นอธิบดีกรมศุลกากรอีกครั้ง เพื่อสานการทำงานต่อเพราะถือว่าเป็นผู้บริหารที่รู้คนรู้งานในกรมศุลกากรอย่างดี
แต่สุดท้ายมีการแหกโผเพราะฝ่ายนโยบายเห็นว่าการส่งคนใหม่เข้าไปสานงานในกรมศุลกากร จะทำให้การทำงานของกรมศุลกากรเดินหน้าได้ดีกว่าส่งคนเก่ากลับไป แต่การที่ กุลิศ ผ่านแต่งานด้านวิชาการมาตลอดและดูงานด้านรัฐวิสาหกิจมาเสียส่วนใหญ่ ทำให้การก้าวกระโดดมารับตำแหน่งใหญ่ในกรมที่ถือว่าหินที่สุดกรมหนึ่งของกระทรวงการคลัง กลายเป็นภาระที่ท้าทาย เพราะมีปัญหาทางต้องสางมากมายทั้งการทุจริตของเจ้าหน้าที่ ของผู้ประกอบการ ซึ่งล้วนแต่มีกำลังภายในจากฝ่ายการเมืองและคนมีสีพร้อมวิ่งเต้นเปลี่ยนเรื่องจากดำให้เป็นขาวทั้งนั้น
ดังนั้น จุดยืนของอธิบดีคนใหม่จึงต้องเข้มแข็งพอสมควรและการเป็นอธิบดีกรมศุลกากรยังต้องกล้าตัดสินใจมีบารมีมาก ในการดูแลลูกน้องให้อยู่ในกรอบกติกาทำงานอย่างพอดีพอเหมาะ หากขาดจุดนี้ก็จะไม่ได้รับความร่วมมือในการทำงาน เกิดการแตกแถวแยกเป็นเอกเทศ เพื่อหาประโยชน์ใส่ตัว สร้างความเสื่อมเสียให้กรมศุลกากรและความเสียหายให้กับประเทศรอบใหม่
ซึ่งเป็นเรื่องที่ สมชัย อธิบดีกรมปัจจุบันรู้ดี แต่การที่เรียกกุลิศขึ้นไปอยู่กรมศุลฯ แทนโดยหวังจะเป็นพี่เลี้ยงช่วยดูแล ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะงานของปลัดคลังก็ล้นมือ ยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจมีปัญหาต้องทุ่มเทออกมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
ดังนั้น การส่งคนรุ่นใหม่ชุดใหญ่ขึ้นคุมกระทรวงการคลัง จึงมีทั้งข้อดีข้อเสียข้อดี คือ การเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ แนวคิดใหม่ๆ ได้มีโอกาสทำงาน ที่อาจให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าวิธีเก่า
แต่ก็ต้องเตรียมใจไว้ด้วยเพราะคนรุ่นใหม่ถึงไฟจะแรง แต่ยังขาดบารมีและหากเจอแรงต้านมากๆ หรือถูกวางยาบ่อยๆ ผลอาจจะร้ายกว่าที่คิดไว้ ไม่สามารถทำงานได้ เศรษฐกิจของประเทศต้องสะดุดและต้องเสียเวลาตั้งขบวนทัพกันใหม่อีกรอบ







