
มาช้าดีกว่าไม่มา
โดย..อรุณ จิรชวาลา
โดย..อรุณ จิรชวาลา
เริ่มลุ้นกันมาตั้งแต่รัฐบาลทำงานมาครบ 6 เดือนหมาดๆ ว่าจะมีการปรับ ครม.หรือไม่ แต่ก็ลากยาวกันมา จนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจึงกลายเป็นความจริง ซึ่งก็ต้องบอกว่าไม่เป็นไร มาช้าดีกว่าไม่มา
การปรับ ครม.ครั้งนี้ช่วยจุดประกายความหวังขึ้นในหัวใจคนไทย ท่ามกลางความปั่นป่วนวุ่นวายที่เกิดขึ้นทั้งในบ้านเมืองของเราเองและในต่างประเทศ
ที่ทำให้ผมต้องขอแสดงความชื่นชมนายกรัฐมนตรีมากเป็นพิเศษ คือ การตัดสินใจมอบตำแหน่ง รมว.คลัง ซึ่งเปรียบเสมือนตำแหน่งศูนย์หน้าของทีมฟุตบอล ให้กับมืออาชีพประเภทพูดน้อยแต่ต่อยหนัก แม้จะเพิ่งสวมเสื้อทีมชาติเป็นสมัยแรก แต่ก็มีประวัติการยิงประตูในระดับสโมสรมาแล้วอย่างโชกโชน เชื่อว่าจะไม่ทำให้กองเชียร์ผิดหวังอย่างแน่นอน
ที่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นๆ ในทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ไม่ดีหรือไม่เหมาะสม เพียงแต่เป็นการชี้ให้เห็นว่า รมว.คลัง มีความโดดเด่นในเรื่องประสบการณ์จริงในโลกธุรกิจ ซึ่งผู้ร่วมทีมคนอื่นๆ ไม่มี หรืออาจจะมีน้อยกว่า
ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่าทีมเศรษฐกิจชุดที่ถูกปรับออกไปมีความบกพร่อง ผมยังคิดว่าเราคนไทยทุกคนควรต้องขอบคุณท่านเหล่านี้ที่ได้เสียสละความสุขส่วนตัว ทุ่มเททำงานเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างเต็มสติปัญญาและความสามารถ เชื่อว่ามาตรการดีๆ ที่ท่านทำไว้ทีมใหม่จะสานต่อ นอกจากนี้ก็จะเป็นการเติมเต็มส่วนที่ยังขาด เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถก้าวไปข้างหน้า จากภาวะย่ำอยู่กับที่ ซึ่งเป็นมรดกตกทอดที่รัฐบาลนี้ได้มาจากรัฐบาลก่อน
มีคนถามผมว่า เหตุใดจึงเชียร์ให้มีการปรับ ครม. เพราะหากเปรียบเทียบวัยวุฒิ คุณวุฒิ และจำนวนเหรียญตราที่ประดับบนอกเสื้อ ทีมเศรษฐกิจเดิมน่าจะมีภาษีดีกว่า มีการพูดถึงผลโพลที่บอกว่าบางตำแหน่งน่าจะได้คนที่มีความรู้ความสามารถมากกว่านี้มาทำหน้าที่แทนคนเดิม แต่คำตอบของผมก็คือ ผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับค่าเฉลี่ย ประเด็นอยู่ที่การมีตัวบุคคลที่มีคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับภารกิจเฉพาะหน้า นั่นก็คือการขยายการลงทุนในภาคเอกชน ซึ่งผมจะได้ไล่เรียงให้ฟังเป็นลำดับต่อไป
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราเปลี่ยนรัฐบาลมาแล้วหลายครั้ง แต่ทุกรัฐบาลก็มีนโยบายเศรษฐกิจคล้ายกัน คือ ให้การใช้จ่ายภาครัฐนำหน้าภาคเอกชน ให้การบริโภคนำหน้าการลงทุน ซึ่งการทำเช่นนี้ในระยะแรกก็อาจจะได้ผลอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก และไม่นานก็ถึงทางตัน คือ ขาดดุลการคลังเต็มที่เท่าที่จะขาดได้โดยไม่เสียวินัย และหนี้สินภาคครัวเรือนสูงขึ้นมากจนไปต่อไม่ไหว ผลที่ตามมาคือเศรษฐกิจกลับขยายตัวช้าลง แทนที่จะเร็วขึ้น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เราเห็นในปัจจุบัน
ผมได้ยินคนพูดว่า ทีมเศรษฐกิจเดิมก็ทำครบถ้วนทุกอย่างเท่าที่จะทำได้อยู่แล้ว ไม่มีอะไรเหลือให้ต้องเติมเต็มอีก พื้นฐานของเศรษฐกิจไทยอ่อนแอเกินกว่าที่จะฟื้นฟูให้กลับมาเข้มแข็งในเร็ววัน การแก้ปัญหาเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา อาจจะหลายปี
ส่วนตัวผมไม่ได้เชื่อเช่นนั้น ผมเชื่อว่าสิ่งที่เราน่าจะคาดหวังได้จากทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ คือ มาตรการส่งเสริมและกระตุ้นการลงทุนในภาคเอกชนโดยตรง ผมเชื่อว่าทีมใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัว รมว.คลัง ซึ่งมีประสบการณ์ในวงการธุรกิจมานาน เข้าใจปัญหาเป็นอย่างดี ทราบดีว่าอะไรคืออุปสรรคของการลงทุน อะไรจะเป็นแรงจูงใจให้นักธุรกิจเอกชนตัดสินใจลงทุน และภาครัฐควรจะสนองตอบอย่างไร นอกจากนี้ ยังทราบด้วยว่าจะต้องบริหารจัดการอย่างไรเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
กลับมาที่เรื่องการปรับ ครม. ผมไม่แน่ใจว่าประเทศอื่นจะให้ความสำคัญกับตำแหน่งรัฐมนตรีมากเท่ากับเราหรือไม่ เพราะในบ้านเมืองของเราตำแหน่งรัฐมนตรีมักจะเป็นเป้าหมายสูงสุดในชีวิตทั้งของข้าราชการและนักการเมือง มีคนเคยพูดว่า ในชีวิตนี้ขอเป็นรัฐมนตรีสักครั้ง เพียงวันเดียวก็ได้ จะให้แลกด้วยอะไรก็ยอม
สำหรับรัฐบาลที่มีลักษณะเป็นธุรกิจการเมือง การจัดสรรโควตาและจัดคนลงในตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเร้าใจ เป็นโอกาสที่นายกรัฐมนตรีจะใช้ตำแหน่งรัฐมนตรีตอบแทนนายทุนทางการเมือง ตอบแทนขุนศึกที่ช่วยให้ชนะเลือกตั้ง หรือใช้ดึงพรรคเล็กพรรคน้อยให้มาร่วมรัฐบาล รวมทั้งบ่อยครั้งเราจะได้ยินเสียงร่ำลือเรื่องการซื้อขายตำแหน่งด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาล
ผลที่ตามมาคือ เรามักจะได้รัฐมนตรีที่ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่ง และก็เป็นเรื่องน่าเสียดายที่สังคมไทยมักจะยอมรับรัฐมนตรีประเภทนี้โดยไม่มีข้อโต้แย้งแต่ประการใด
คนที่ได้ตำแหน่งมาด้วยวิธีนี้ เมื่อถึงเวลาก็มักจะต้องยอมรับการถูกปรับออก ตำแหน่งที่ว่างลงก็จะถูกใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการต่อรองทางการเมืองต่อไป ด้วยเหตุนี้ การปรับ ครม.จึงเป็นเรื่องง่าย และเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ
แต่สำหรับรัฐบาลที่ไม่มีเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นในกรณีของรัฐบาลปัจจุบัน การปรับ ครม.กลายเป็นเรื่องที่ยากและน่าอึดอัดใจ เพราะไม่มีรัฐมนตรีประเภทที่รู้ตัวล่วงหน้าว่าจะถูกปรับออก ไม่มีรัฐมนตรีประเภทที่พร้อมจะยอมรับว่าตัวเองไม่มีผลงาน มีแต่คนที่คิดว่าตัวเองได้ทำหน้าที่เป็นอย่างดี นอกจากนี้ สำหรับคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปรับใครออกจากตำแหน่งแล้ว ก็ไม่สามารถเอาตำแหน่งที่ว่างไปแสวงหาผลประโยชน์
อาจจะด้วยเหตุนี้ที่ทำให้การปรับ ครม.ครั้งนี้เกิดขึ้นล่าช้ากว่าที่ควร เห็นได้ชัดจากผลโพลอีกเช่นกันที่บอกว่า ประชาชนกว่า 60% คิดว่าเป็นการปรับที่ช้าเกินไป ความล่าช้าทำให้เกิดผลเสียหลายประการ เช่น ในทางเศรษฐกิจทำให้เกิดภาวะชะงักงัน ตัวเลขจีดีพีและตัวเลขการส่งออกถูกทยอยปรับลดลงเป็นลำดับ ในทางการเมืองทำให้กองเชียร์เริ่มขวัญเสีย หลายคนเริ่มรู้สึกสิ้นหวัง และเกรงว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย คือ รัฐประหารแล้วเสียของ ในขณะเดียวกัน ฝ่ายตรงข้ามก็ฮึกเหิมมากขึ้นเป็นลำดับ มีการท้าทายอำนาจของ คสช.อย่างเปิดเผยมากขึ้น
อีกด้านหนึ่ง เมื่อการปรับ ครม.ยืดเยื้อออกไปก็ทำให้รัฐมนตรีบางคนหลงเข้าใจผิดคิดว่าถึงอย่างไรก็จะไม่ถูกปรับออก ทำให้เมื่อหลุดจากตำแหน่งเก็บอาการไม่อยู่ และแสดงความไม่พอใจให้เห็น เกิดเป็นภาพของการปรับ ครม.ที่ไม่ใคร่จะนุ่มนวลเท่าที่ควร
หากย้อนเวลากลับไปได้ ผมเชื่อว่าจะมีการตกลงกับรัฐมนตรีแต่ละท่านว่า จะต้องมีผลงานอะไร ภายในกี่เดือน หากไม่เป็นไปตามนั้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม ก็ต้องพร้อมที่จะให้คนอื่นมาทำหน้าที่แทน







