
คิดจะลงทุน ต้องรู้ชีวิตของบัฟเฟตต์ (ตอนจบ)
ฉบับที่แล้วเราคุยกันไปถึงชีวิตของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ตั้งแต่จบมาทำงานที่วอลสตรีท กลับบ้านไปตั้งบริษัท ปิดบริษัท และเริ่มต้นใหม่กับบริษัท “เบิร์กไชร์ ฮาทาเวย์” ที่ซื้อมา วันนี้เราจะมาคุยกันต่อถึงตอนจบของเรื่องนี้ครับ
ฉบับที่แล้วเราคุยกันไปถึงชีวิตของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ตั้งแต่จบมาทำงานที่วอลสตรีท กลับบ้านไปตั้งบริษัท ปิดบริษัท และเริ่มต้นใหม่กับบริษัท “เบิร์กไชร์ ฮาทาเวย์” ที่ซื้อมา วันนี้เราจะมาคุยกันต่อถึงตอนจบของเรื่องนี้ครับ
วอลสตรีทไม่ได้รับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของเบิร์กไชร์
ในปี 1999 ซึ่งเป็นเวลาที่บัฟเฟตต์อยู่ในธุรกิจมากว่า 34 ปีแล้ว และเบิร์กไชร์ก็มีมูลค่าการตลาดสูงเป็นอันดับที่ 74 ของบริษัทในสหรัฐอเมริกา แต่เบิร์กไชร์กลับไม่เคยปรากฏอยู่บนหน้าปกของวารสารทางการเงินฉบับใดๆ ในย่านวอลสตรีท และนักวิเคราะห์หุ้นส่วนใหญ่ก็ไม่สนใจกับผลงานของบัฟเฟตต์เลย
แต่ในที่สุดก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในปี 1999 เมื่อ อลิซ โชรเดอร์ (Alice Schroeder) ซึ่งเป็นนักวิเคราะห์ของสถาบันการเงินเพน เว็บเบอร์ (Paine Webber) ได้เขียนบทวิเคราะห์เกี่ยวกับเบิร์กไชร์ เธอได้สรุปว่า เบิร์กไชร์เป็นบริษัทลงทุนขนาดใหญ่ที่มีพอร์ตการลงทุนจำนวนมหาศาล และไม่เหมือนกับบริษัทจัดการการลงทุนทั่วไป
ธุรกิจที่เบิร์กไชร์เข้าไปลงทุนนั้น ไม่ได้ต้องการผลประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกันเลย แต่ละบริษัทจะทำงานเป็นอิสระต่อกัน และส่งผลกำไรส่วนเกินที่ไม่จำเป็นต้องใช้ ส่งคืนไปยังบัฟเฟตต์ เพื่อให้เขาไปลงทุนต่อ เพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้นของเบิร์กไชร์
บัฟเฟตต์จะไว้วางใจให้บรรดาผู้จัดการในเครือบริษัทของเขา และให้พวกเขาสามารถบริหารธุรกิจไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยเขาจะใช้เวลาที่มีค่าของเขาไปในการอ่านและคิด เขาจะกลั่นกรองข้อมูลออกมาจากหนังสือพิมพ์ รายงานประจำปี และสื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ เพื่อจะหาว่ามีบริษัทไหนที่มีคุณค่า แต่โลกได้ลืมให้ความสำคัญแก่คุณค่าของบริษัทเหล่านั้นไป
การแสวงหาเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำ
ความลับในความสำเร็จของบัฟเฟตต์ก็คือ การสามารถหาเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำมาลงทุนได้ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาจึงชอบธุรกิจประกันภัย ในปี 2008 พบว่า 24% ของรายได้ของเบิร์กไชร์ และ 50% ของกำไรทั้งหมดมาจากธุรกิจประกันทรัพย์สิน ประกันชีวิต และประกันรถยนต์ ซึ่งมาจากผลงานของบริษัท GEICO บริษัทรับประกันภัยต่อ และบริษัทประกันอื่นๆ
บัฟเฟตต์เองชอบรายได้ที่ได้มาจาก “Float” Float ในที่นี้หมายถึง รายได้จากเบี้ยประกันภัยที่เบิร์กไชร์รับเข้ามาแล้ว แต่ยังไม่ต้องจ่ายค่าสินไหมจนกว่าจะเกิดอุบัติเหตุในอนาคต ซึ่งก็จะสามารถนำเบี้ยประกันภัยจำนวนนี้ไปลงทุนก่อนได้ นอกจากนั้นยังรวมถึงเบี้ยประกันภัยที่หักออกด้วยค่าใช้จ่ายทางด้านสินไหมแล้ว เบิร์กไชร์ก็จะสามารถนำกำไรส่วนเกินนี้ไปลงทุนต่อได้
นั่นเท่ากับว่าบัฟเฟตต์จะมีเงินทุนที่ไม่มีต้นทุนให้นำไปลงทุนได้
ในช่วงปลายปี 2008 เบิร์กไชร์มี Float จำนวนเงินสูงถึง 5.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แม้ว่าจำนวนเงินดังกล่าวจะเป็นเงินที่สูงมาก และสามารถนำไปลงทุนได้โดยมีต้นทุนที่ต่ำ แต่เนื่องจากเบิร์กไชร์เป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่มาก นอกจากจะต้องลงทุนด้วยเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำและให้ได้ผลตอบแทนสูงๆ แล้ว ยังจะต้องเป็นการลงทุนที่มีขนาดใหญ่ๆ เท่านั้น จึงจะสามารถทำให้เบิร์กไชร์เติบโตเพิ่มขึ้นได้
บัฟเฟตต์มักจะชอบเปรียบเทียบความก้าวหน้าของเบิร์กไชร์ โดยเปรียบเทียบกับผลงานเฉลี่ยที่เกิดขึ้นในตลาด (ดัชนีเอสแอนด์พี 500) เขาต้องการที่จะแสดงว่าเขาทำได้ดีกว่าผลประกอบการเฉลี่ยของตลาด และเงินทุนที่อยู่ที่เบิร์กไชร์ก็จะต้องทำงานหนักกว่าเงินทุนที่อยู่ที่บริษัทอื่นอีกด้วย
ใบเช็กรายการการจัดสรรเงินลงทุนของเบิร์กไชร์
เพื่อที่จะหาว่าธุรกิจใดน่าลงทุน? บัฟเฟตต์ก็จะใช้ใบเช็กรายการแบบง่ายๆ โดยบริษัทที่จะผ่านการทดสอบนี้จะต้องมีคุณสมบัติดังนี้
หนึ่ง มีราคาที่น่าสนใจ (มีราคาถูกอย่างยิ่ง) สอง มีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างถาวร (Durable Competitive Advantage–DCA) ซึ่งจะสามารถทำกำไรได้อีกนาน สาม เป็นธุรกิจที่บัฟเฟตต์สามารถเข้าใจได้ว่าจะแข่งขันกับคนอื่นได้อย่างไร? หรือเรียกง่ายๆ ว่าอยู่ใน “กลุ่มที่มีความสามารถในการแข่งขัน” (Circle of Competence)
ถ้าผ่านทั้งสามข้อนี้แล้ว บัฟเฟตต์ก็จะดูต่อว่าผู้บริหารของบริษัทนั้นๆ รักและมุ่งมั่นทำธุรกิจของตนหรือไม่? ถ้าใช่ เขาจึงจะเริ่มศึกษาอย่างจริงจังว่าจะลงทุนในบริษัทนั้นๆ หรือไม่? บัฟเฟตต์มองว่าผู้บริหารเหล่านี้จะไม่ชอบใช้จ่ายเงิน เขาอยากจะทำงานเพราะเขารักที่จะทำงาน
ถึงแม้ว่าบัฟเฟตต์จะไม่เข้าไปยุ่งกับการทำงานโดยตรงในบริษัทที่เขาเข้าไปลงทุนเลย แต่บัฟเฟตต์ก็ให้ความสำคัญกับผลกำไรที่แต่ละธุรกิจจะทำได้ เขาจะหาว่าจะต้องใช้เงินเท่าไรในการรักษาอัตราการเจริญเติบโตที่เหมาะสมของบริษัท และต้องใช้เงินเท่าไรในการซื้อธุรกิจใดก็ตาม ที่จะสามารถสร้างมูลค่าที่แท้จริงของเบิร์กไชร์ให้เพิ่มขึ้นอีกได้
และนั่นคือชีวิตการลงทุนของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่คุณผู้อ่านควรจะได้เรียนรู้ไว้ก่อนที่จะเริ่มต้นลงทุน ทำให้นึกถึงคำกล่าวของเขาที่ว่า “Price is what you pay. Value is what you get.” แปลตามความได้ว่า“ราคาคือสิ่งที่คุณจ่ายไป มูลค่าที่แท้จริงคือสิ่งที่คุณได้มา”
ดังนั้น จะได้ของที่มีมูลค่าในราคาถูกก็ต้องซื้อของนั้นๆ ในราคาที่ต่ำๆ ครับ โชคดีในการลงทุนนะครับ







